เริ่มทำ Google SEM สำหรับมือใหม่

Standard

Google SEM ก็เป็นอีกช่องทางหลักๆ ที่คนจะคิดถึงเมื่อทำ Online Marketing อีกช่องทางหนึ่ง ความสำคัญหลักๆของ Google SEM (และ SEO ด้วย) คือมันเป็นช่องทางที่ high intent แบบคนสนใจแล้ว ถึงจะมาค้นหาผ่านกูเกิ้ล ไม่เหมือนช่องทางอื่นๆ ที่เราแสดงโฆษณาไป แต่เค้าอาจจะยังไม่ได้สนใจ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SEO vs SEM ตรงนี้จ้า)

หลักการทำงานของ Google ก็คือ มันจะให้คน bid แข่งกันสำหรับ Keyword แล้วเอาโฆษณาที่ดีที่สุดออกมาแสดงให้คนที่เสิชเห็น

sem1

ในการเลือกโฆษณาที่ดีที่สุด ที่จะแสดงให้คนดู มันมาจากส่วนประกอบหลักๆสองส่วนคือ Quality Score (โฆษณาเราดีมั้ย) และ Max CPC (จำนวนเงินที่เรา bid หรือเรียกง่ายๆว่า เราเป็นสายเปย์แค่ไหน)

ในส่วนของ Quality Score ก็มาจากสามส่วน คือ
1) Click-through rate (CTR) – จากคนที่เห็นทั้งหมด มีคนกดเข้าไปดูกี่ %
2) Relevancy – โฆษณานี้ตรงกับ Keyword มากน้อยแค่ไหน
3) Landing Page – ว่าไอ่ลิ้งที่กดไปนั้น มันดีย์มั้ย หรือกดไปเจอหน้าเว็บว่างเปล่างี้sem2

สำหรับโครงสร้างของ SEM นั้นก็คล้ายๆกับ Facebook ที่มีสามระดับ อันนี้ก็เช่นกัน คือ เป็น Campaign > Ad group > Keywords + Adssem4

สำหรับในส่วนของ Keyword นั้น อาจจะไม่ได้จำเป็นต้องตรงกับ คำที่คนใช้ Search (search terms) เป๊ะๆ แล้วแต่การตั้งค่าของเรา โดยจะมีการจับโดยหลายระดับ ที่ Google บอกตามต่อไปนี้   sem5(ดูเพิ่มเติมที่: https://support.google.com/adwords/answer/2497836?hl=en)

ถ้าเกิดเราไม่มีไอเดีย ว่าจะเอา Keyword มาจากไหน Google ก็ยังช่วยเราได้ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า Keyword Planner เมื่อเข้าไปจะเป็นแบบนี้ แสดงคีย์เวิดที่เกี่ยวข้องกันให้เราดู

sem6

ต่อมาในส่วนของ Ad text หรือโฆษณา โดยรวมแล้วเราควรจะใส่ทั้ง สิ่งที่ลูกค้าต้องการ (หรือพูดง่ายๆว่าเค้าหาอะไร) + สิ่งที่เราขาย (เช่น ชื่อเว็บเรา ขายของคุณภาพดี ฯลฯ) ซึ่งก็มันไม่มีกฏอะไรตายตัวมาก และก็แนะนำให้ใส่อย่างน้อย 2-3 ชุด เผื่อไว้ให้กูเกิ้ลช่วยเลือกsem7

นอกจากตัว AdText แล้ว เรายังสามารถเพิ่มออฟชั่นเสริมต่างๆ เช่น Callout / sitelinks และอื่นๆอีกมากได้ โดย Google เรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า Ad Extensionssem8

 

สุดท้ายนี้ก็มีข้อห้ามสำหรับ โฆษณา Google SEM หลักๆประมาณว่าห้ามแสปม ห้ามขายของผิดกฏหมาย อะไรประมาณนี้ ลองดูรายละเอียดเต็มๆได้ที่ https://support.google.com/adwordspolicy/answer/6008942?hl=en 

สำหรับวิธีการสร้างโฆษณานั้น ก็คือเข้าไปที่ https://adwords.google.com/ แล้วสร้างได้เลยค่ะ 🙂sem9

 

เริ่มทำ Facebook Ad สำหรับมือใหม่

Standard

Facebook Ads ก็เป็น Channel หลักๆ ของ Online Marketing เลยแหละ วันนี้เลยจะมาทำ Tutorial Step-by-step ของการทำ Facebook Ads ให้กันนะคะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจ Structure ของ Facebook Ads ก่อน นั่นคือมันจะแบ่งเป็น 3 Level อันได้แก่ Campaign / Adset / Ad ซึ่งในแต่ละเลเวล มันก็มีการตั้งค่าที่แตกต่างกันไป เช่น อยากตั้ง schedule ปิดโฆษณา ก็จะต้องไปตั้งในระดับ AdSet นะ หรือถ้าจะเปลี่ยนรูปภาพโฆษณา ต้องไปแก้ในระดับ Ad นะ

โดยใน 1  Campaign มีได้หลาย Adset แต่ 1 Adset อยู่ได้ใน 1 Campaign เท่านั้น เช่นเดียวกับระดับ Ad โดย 1 Adset จะมีได้หลาย Ad แต่ 1 Ad จะอยู่ได้ใน Adset เดียวเท่านั้น

fb1

ก่อนจะสร้างมันจะมี requirement หลักๆ อยู่ 2 ข้อ คือ
– Credit Card สำหรับแอคเค้าบ้านๆ ที่ไม่ได้ทำสัญญายิ่งใหญ่กับเฟสบุ้ค เราก็ใช้เครดิตการ์ดในการจ่ายเงินได้เลย ดังนั้นเราควรจะมีเครดิตการ์ดค่ะ
– Facebook Page คือเพจสำหรับใส่คอนเท้นที่เราจะโปรโมทนั่นเองค่ะ ซึ่งก็ควรจะมีอยู่แล้วเนอะ

สำหรับการเริ่มสร้าง ก็เข้าไปที่  https://web.facebook.com/ads/manager เลย

1) Campaign Level

ในส่วนนี้เราก็จะเลือก Ad Objective ว่าหลักๆแล้วเราอยากได้เป้าหมายเป็นอะไรคะ เช่น Brand Awareness หรือในรูปคือ เราอยากได้ Traffic เข้าไปในเว็บไซต์เรามากขึ้น

fb2

ซึ่ง Objective นี้ก็จะ limit ของ Ad Placement (ว่าแอดจะไปโผล่ตรงไหนบ้าง เช่น ถ้าเราเลือก Mobile App Install มันก็ไม่ควรโผล่ใน desktop) และ Ad Format ดังนั้นไม่ต้องตกใจนะคะ ถ้าเกิดออฟชั่นบางอันแตกต่างจากอันนี้

2) AdSet Level

มองง่ายๆคือการตั้งค่าหลังบ้านเรา ว่ามันควรจะไปโผล่ที่ไหน โผล่ยังไง ใช้เงินเท่าไหร่ แต่ส่วนนี้คนที่เห็นโฆษณาเราจะไม่มีวันรู้

2.1 เลือกเพิ่มเติมจาก Objective เช่น ถ้าเราเลือก Traffic เราจะเอา Traffic ไปลงตรงไหน
2.2 เลือก Target Audience หลักๆคือ Demographic + detailed targeting
– มี custom audience (เช่น คนไลค์เพจ หรือ ฐานข้อมูลเบอร์โทรลูกค้า ก็สามารถอัพลงไปได้)
– Location ว่าอยู่ส่วนใดของโลก
– อายุ
– เพศ
– Detailed Targeting: Interest / behavior เช่น สนใจเรื่องรถ สนใจเรื่องชอปปิ้งออนไลน์
fb3
2.3 Placement ว่ามันจะไปโผล่ส่วนไหนของ Facebook และ Instragram บ้าง
2.4 Budget & Schedule และ Bid ว่าเรามีเงินจะลงเท่าไหร่ต่อวัน จะลงวันไหนถึงวันไหน และราคาที่เราพร้อมจะจ่ายfb4

3) Ad Level

หลักๆก็คือ โฆษณาเราหน้าตาจะเป็นยังไง ตอนโผล่ไปให้คนเห็น เช่น เป็น Carousel หรือเป็น Single Ads มีรูปกี่อัน รูปอะไรบ้าง เขียนข้อความว่าอะไรบ้าง ประมาณนี้ สำหรับรายละเอียด และ spec ต่างๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ตรงนี้เลยค่ะ Facebook Ads Guide

fb5

ซึ่ง Facebook Ads ก็กดตามนี้ เราก็จะมี โฆษณาบนเฟสบุ้คเก๋ๆไปแล้วค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มี กฏข้อหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการโฆษณาบนเฟสบุ้ค นั่นคือ 20% Text Rule แปลว่า ในรูปที่เราใส่นั้น ห้ามมีตัวอักษรเกิน 20% โดยเช็คตรงนี้ก็ได้  https://www.facebook.com/ads/tools/text_overlay

ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Facebook Ads สามารถเข้าไปอ่าน และเรียน (ฟรี) ได้ที่ Facebook Blueprint ตามลิ้งค์นี้เลยจ้า https://www.facebook.com/blueprint

Life Stage ช่วงเวลาของชีวิต

Standard

มันจะมีอยู่ทฤษฎีนึงเค้าบอกว่า คนเราแต่ละคนจะมีช่วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างกัน หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Life Stage เช่น เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน ซื้อบ้าน ไปเรียนต่อ มีลูกคนแรก ฯลฯ ถ้า life stage แบบไทยๆก็อาจจะเป็นช่วงเบญจเพสที่มันแรงเหลือเกิน อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง life stage

updated-le-graphic-2017.png
(ขอบคุณรูปจาก: https://cardinalatwork.stanford.edu/benefits-rewards/health/change-your-benefits)

ซึ่งอันนี้อาจจะฟังอยู่ไกล๊ไกลเนอะ แต่เอาจริงๆเพื่อนเราหลายคนมาก ที่เลิกกับแฟนหลังจากไปเรียนต่อ จริงๆแล้วไม่ได้เลิกตอนไปเรียนต่อนะ เลิกตอนกลับไทยนี่แหละ… เพราะ life stage มันเปลี่ยนไง คนนึงไปเรียนจนจบโท กลับมาก็มีความคิดมุมมองใหม่ๆ มีเป้าหมายชีวิตอันใหม่ ขณะที่อีกคนก็ยังอยู่ที่เดิม อยู่จุดเดิมนิ…

เราก็เชื่อนะ ว่าคนที่ใช้มันจะมาในเวลาที่เหมาะสม ต่อให้คนที่ใช่ แต่เวลาไม่เหมาะสม life stage ยังไม่ใช่  แบบแม้อายุจะเยอะแล้ว แต่นิสัยเด๊กเด็ก… มันก็ยังไม่ใช่ไง หรือคนที่มันเคยใช่ มันก็อาจจะกลับมาไม่ใช่ก็ได้ เมื่อ life stage เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการทำ marketing ของที่ใช่ ก็ต้องมากับ life stage ที่ใช่ด้วย เพราะ different stage ย่อมมี different need

เช่น ช่วงวัยเรียน อยากได้งานที่ท้าทาย แฟนต้องดูแลดี มีความมุ้งมิ้ง  แต่ถ้ามาซักจะสามสิบเนี่ย คือไม่ต้องเอาความมุ้งมิ้งมาแล้วนะ มองหาพ่อของลูก คนที่พร้อมจะสร้างครอบครัวกับเรา อะไรแบบนี้เป็นต้น

ซึ่งเวลานักการตลาด Targeting ส่วนใหญ่เราจะ Target ตามอายุ มากกว่าที่จะ target ที่ life stage หลักๆแล้วก็เพราะมันง่ายกว่านั่นแหละ เราไม่มีข้อมูลนิว่าคนๆนี้เค้าอยู่ใน Life Stage ไหน จะแต่งงานหรือยัง หรืออะไรนิ.. แต่เราว่าอนาคตสิ่งนี้มันจะมีมามากขึ้นเพราะ Google และ Facebook เริ่มฉลาดขึ้น และจับอะไรพวกนี้ได้มากขึ้น

 

E-commerce คือ Money Game

Standard

เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาทำงาน e-commerce จนถึงปัจจุบัน ว่าธุรกิจ e-commerce มันคือ Money Game หรือแปลง่ายๆว่า ใครมีเงิน คนนั้นก็ชนะ!!!

คือเราก็เชื่อนะเว่ยว่า Marketing Strategy / Branding / xxx มันก็ช่วยแหละ แต่สุดท้ายตัวที่ตัดสินว่าใครจะชนะ ใครจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ มันคือ ใครมีเงินมากที่สุดนั่นเอง

เหตุผลหลักๆที่มันเป็นเช่นนี้น่ะหรอ เราพอจะสันนิษฐานได้ดังนั้น

  1. Management / Founder ของบริษัท e-commerce ล้วนแต่มองปลายทางเป็น Sales / Revenue หรือ IPO (ออกขายหุ้น) ซึ่งนั่นเองทำให้ e-commerce ทุกเจ้า ล้วนมี KPI ที่เป็นตัวเลขชัดเจนมากๆ เช่น อยากได้ ROI (Return on Investment) เท่านี้นะ, CPI (Cost per Install) เท่านี้นะ ฯลฯ ซึ่งพอ KPI มันมาแบบนี้ มันเลยไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับ branding อะไรเท่าไหร่ เพราะมันเปลี่ยนกลับมาเป็นตัวเลข KPI ได้ไม่ชัด เท่าการอัดเงินลง Facebook / Google
  2. Everything is tracked คือทุกสิ่งอย่างสามารถแทรกได้ ทั้ง Google Analytics, App Analytics, Facebook Ads Manager, Google SEM ดังนั้นเราเลยจะมีตัวเลขที่ชัดเจน จากการทำ conversion campaign มากกว่าการเห็นตัวเลข Branding ที่ไม่มีใครรู้ว่ายังไง
  3. BURN BABY, BURN ทุกคนมีเงิน Funding  ในการ burn ค่อนข้างสูง ถ้าถามเรา เราว่ามัน over-hyped เล็กๆ แต่มันก็เวิ้คไง แล้วทุกคนก็ Go online กันหมด เลยมีเงินทุนที่พร้อมจะมาเบิร์น เบบี้เบิร์นค่อนข้างมาก มันมีอยู่หลายจุดนะ ที่จริงๆแล้วเป้าหมายของเราคือการใช้เงินให้หมด
  4. Platform หน้าเงิน กับการ Bidding คือเราว่า Google ฉลาดมาก ที่ออกแบบระบบการขายโฆษณาออนไลน์ด้วยการ Bid คือใครให้เงินเยอะ ก็ได้โฆษณาไป ซึ่งโอเค มันเลยทำให้คนพร้อมจะ competitive มากขึ้น ต่างจากการซื้อแบบเดิมๆ ที่เป็นราคาตายตัวไปแล้ว ทีนี้คนซื้อทำไงล่ะคะ มีเงินมาเบิร์นจากข้อสาม ก็เบิร์นและ bid กันเข้าไป ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเงิน คุณจะไม่มีทาง bid สู้อีบ้าในข้อสามได้เลย
  5. และสุดท้าย เลยกลายเป็นการ bid on people too เราว่า average time ของคนที่อยู่ใน job ของ e-commerce มันสั้นมาก การที่เราอยู่บริษัทนึงที่เราคิดว่าสั้นมากนะ กลายเป็นคำว่า ก็อยู่นานเหมือนกันนะ ของ industry นี้กันไป เพราะว่าบริษัทเริ่มมีการ bid on people แบบ โอ้ย ที่นี่ให้เยอะกว่า ที่โน่นให้เยอะกว่า คนเลยย้ายงานก็เยอะ อีกส่วนนึงคืองานมันค่อนข้างวนเวียนและซ้ำซาก แม้ว่า learning curve แรกๆจะสูง แต่หลังจากที่ทุกอย่างแม่งลงตัวแล้ว มันก็จะเบื่อๆไป… ทีนี้พอเจอแบบนี้เข้า มันเลยเป็น vicious cycle ของการที่ “เท” ทุกอย่างวนกันไป

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคิดว่าไงกันบ้างคะ?

เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 2 : EP หรรษา

Standard

ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่ได้งานแล้วจะต้องทำสิ่งที่เรียกว่า EP หรือ Employment Pass  ซึ่งมันก็คือวีซ่าทำงานของที่สิงกาโปนั่นเอง

จริงๆเมื่อเทียบกะวีซ่าอื่นๆ หรือประเทศอื่นๆ อีพีของสิงกาโปก็นับว่าค่อนข้างดีและประเสริฐ นอกจากการที่เราจะไม่ได้สิทธิ์บางอย่างเฉกเช่นคนสิงกาโป เช่น การซื้อบ้าน HDB / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / เข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี ฯลฯ  แต่โดยรวมแล้วชีวิตเราจะโอเคมาก เช่น ภาษีถูกกว่าไทย**** (คือที่ไทยก็จ่ายไม่เยอะ แต่มานี่คือจ่ายน้อยกว่า และไม่หักรายเดือน) หรือว่า Automatic Gate ที่สนามบิน (ค่ะ ใช้ของสิงได้ค่ะ แต่ดอนเมืองไม่อ่านพาสปอตน้องค่ะ และอัพเดทอะไรไม่ได้ด้วยค่ะ)  อีวีซ่านี่ก็คีอทำได้ทุกอย่างอ่ะ สมัครอินเตอร์เนต มือถือ บัตรเครดิต ฯลฯ

ความพีคของอีบัตรอีพีนี่มีแค่อย่างเดียว คือ เราจะต้องส่งเอกสารให้บริษัท ก็พวกใบสมัคร วุฒิการศึกษา ฯลฯ แล้วเราจะต้องรอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ ส่วนนึงคือ เราไม่รู้ว่าบริษัทดองเอกสารเรา หรือว่า โดน MOM (กระทรวงแรงงาน) ดองเอกสารเรา

ความพีคกว่านั้นคือ ถ้าบางคนซวยระดับแสน ก็จะโดนดองเป็นเดือน  ด้วยความที่เศรษฐกิจที่นี่ไม่ค่อยดี (แต่ก็ยังดีกว่าเมืองไทยมากนัก) และพยายามจะให้ citizen ได้งานทำ ดังนั้นกฏของอีพีคือ การส่งเอกสาร บริษัทจะต้องบอกว่า เออ นี่อ่ะประกาศแล้วนะเว่ย แต่ไม่มีสิงกาโปเรี่ยนสมัคร หรือสมัครแล้วแต่มันไม่ได้จริงๆ ถึงต้องเอาคนต่างชาติมาทำ

โดยปกติมันก็โอเคแหละ แต่ว่าบางคนจะซวยคือ โดนเช็คว่า เหยยย ยูว์ประกาศจริงๆมั้ย แล้วไม่มีสิงกาโปเรี่ยนที่ทำได้จริงๆใช่มั้ย ก็จะติดอีพีเป็นหลายเดือนก็มี (แต่ไม่ค่อยมีคนโดนเท่าไหร่)

อย่างที่บอกอ่ะ อีเวลาในการขอนี่มันคือดวงล้วนๆ โดยปกติคือ 1 อาทิตย์ แต่ถ้าคนซวยๆ อาจจะยาวไปถึงสามเดือน หรือหกเดือนได้ (ซึ่งแม่งไม่มีเหตุผล ไม่มีบอกว่าจะนานแค่ไหน หรรษาปะล่ะ)

หลังจากที่ได้ Approved แล้ว เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า IPA (In-Principle Approval) เป็นจดหมายว่า เออๆ ยูว์ได้อีพีแล้วนะ อาจจะต้องไปตรวจสุขภาพ (หรืออาจจะไม่ต้อง) แล้วก็ส่งเอกสารไปอีกรอบ

หลังจากนั้นเราจะได้ไฟนอล Approve ก็จะต้องจอง slot ออนไลน์ ไปถ่ายรูป กับปั๊มลายนิ้วมือ เพื่อ register บัตรเรา ที่ EP Service Office ซึ่งประทับใจมากกกกกกกกก มีความไฮโซว์ พนักงานแต่งยูนิฟอร์มอย่างกะโรงแรม แถมอยู่ในเมืองตรง Clark Quay ต่างกับตอนไปทำ Student Pass (ที่รู้สึกเหมือนแรงงานอพยพ)

แล้วก็รอบัตรมา…

เอาจริงๆแม่งก็แอบหลายขั้นตอนมาก แต่ก็เหมือนวีซ่าที่อื่นอะ ก็รำพอกัน นอกจากตอนรออย่างไม่รู้ความหวังแล้วมันก็โอเค…

ความพีคจริงๆของเราเกิดขึ้นตอนที่เรารออีพี แล้วเราต้องย้ายบ้าน พอดีมีคนจะมาเช่าต่อเรา รีบไล่เราออก แต่ว่าเค้ารอ ร๊อ รออยู่ อีรูมเมทเราก็ไม่ให้อยู่ แล้วเราก็แบบ เครียดมากกกก เพราะ 1 มัดจำบ้านเราก็จะหลุด เพราะเราคอนเฟิมที่ใหม่ไปแล้ว ถ้าเราหาคนมาแทนไม่ได้ 2 อีพีมันไม่ได้ แล้วอีพีกูล่ะจะได้มั้ย   แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ อีพีเราแค่ 1 อาทิตย์เอง และได้คนมาแทนพอดี.. 🙂

เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1 : หางานกันเถอะ

Standard

เราเชื่อว่า 1 ในประเทศที่หลายๆคนอยากไปทำงาน ก็คือ “สิงคโปร์” เพราะมันใกล้บ้านกลับบ้านง่าย เงินดี เมืองมีมาตรฐาน เราก็เคยคิดแบบนั้นจริงๆ จนทำให้เราตัดสินใจมาเรียนโทที่สิงคโปร์ (ใช่ค่ะ กูมันบ้า 55) ซึ่งจริงๆแล้วถามว่าโหดมั้ย ก็โหดแหละ แต่ถามว่าโหดกว่าไทยมั้ย เราก็บอกเลยว่า ไม่ได้โหดเท่าป.ตรีเราหรอก คณะบ้าอะไรไม่รู้ โหดกันขริงๆ

แต่พอมาเรียนจริงๆ ฮือออ ไอ่ที่เรียนมันก็อยากแหละ (จาก marketing จิงเกอเบลไปวันๆ ให้มาเขียนโค้ด R โค้ด Python น้องก็ไม่ค่อยจะถนัดเท่าไหร่) แต่ที่ยากกว่าคือการปรับตัวอยู่ในเกาะที่โคตรแห้งแล้งและหาอาหารหวานยากมากกกก แห่งนี้  ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงเทพอ่ะ อะไรๆก็แบบง่ายไปหม๊ดดด อยากกินอะไรก็เดินไปซื้อ ขี้เกียจเดินก็นั่งแว้นซ์ อยากนวดก็ไปนวด ช้อปปิ้งก็ถูกโคตร ขนมหวานมีเป็นหมื่นแสนสิ่ง

แล้วขอด่ารอบที่แสน คืออีประเทศนี้เป็นประเทศที่ efficient จนน่ารำคาญมาก (และบางทีความสวยงามก็เหลืออยู่แต่ใน museum) เช่น เอมอาทีอยู่ใต้ดิน แต่แทนที่จะทำทางขึ้นสองข้างถนน ทำแค่ข้างเดียว แล้วถ้าคุณอยากจะข้ามไปอีกฝั่ง ขอเชิญพบกับ… สะพานลอย !! (ร้องเหี้ยหนักมาก ทำไมมึงไม่ทำอุโมงค์โผล่มาอีกข้างวะคะ) แต่นั่นแหละค่ะ อยู่ไปอยู่มามันก็อยู่ง่ายดี ทุกอย่าง expected ได้ (เช่นไปสนามบินก็เผื่อเวลาแค่ ชม.เดียวพอ ไรงี้) แต่ก็น่าเบื่อเหี้ยๆ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ต้องนั่งเค้นสมองสุดๆ ว่ากูจะไปไหนดี เช่น กลับกรุง(เทพฯ) ไปอินโด ไปตีแบต ไปเล่นมวย ไปโยคะ ฯลฯ เพราะคนแม่งจะเยอะในทุกที่ – -”

แต่ก็นั่นแหละ ถึงเกลียดบ้างด่าไปงั้น แต่ก็ยังอยากลองทำงาน ขายวิญญาณที่นี่ดูซักครั้ง แลกกับเงินแสน มันก็ช่างหอมหวานเย้ายวนยิ่งนัก ก็เลยอยากลองหางานดู …

เพื่อนเรา (ทั้งที่เรียนด้วย และ เพื่อนที่ไทย) หลายคนอาจจะคิดว่าชั้นเก่ง ชั้นถึงได้งานที่นี่ แต่พูดเลยว่ากว่าชั้นจะได้นั้น น้ำตาจะไหล ท้อมาก เหนื่อยมาก กรีดร้องโวยวายใส่แฟนและเพื่อนประมาณหมื่นแสนล้านครั้ง เราใช้เวลาหางานทั้งหมด 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่หลังตรุษจีน สมัครทุกเว็บตั้งแต่ LinkedIn หน้าด้านฝากอาจารย์ ฝากรุ่นน้องยื่นเรซูเม่ สมัครผ่านเว็บมหาลัย ฯลฯ เอาเฉพาะใน LinkedIn (ที่กด Apply) เราสมัครไปทั้งหมด 92 Jobs ไม่รวมเว็บอื่นๆที่สมัครข้างนอกอีกนะ .. เราว่าน่าจะถึง 150

linkedin

ซึ่งทั้งหมดนี่ ต้องบอกว่า เรามีประสบการณ์ที่ไทย เรียนโทที่นี่และ GPA อยู่ในขั้นสวย ฝึกงานที่รัฐวิสาหกิจที่ทุกคนรู้จักที่นี่ในฐานะ Data Analytics Intern แต่ก็กระนั้นแล้ว ด้วยความเป็นกระเหรี่ยงอะ เราได้สัมภาษณ์แค่ 4 ที่เท่านั้น (จาก 100+ ที่สมัครไป)  มันพีคขนาดที่ว่าที่สุดท้ายที่เราไปสัมภาษณ์ เราถึงกับบอกเพื่อนว่า แกๆ เราว่าเราพยายามทุกอย่างแล้ว เราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้วใน 80% ของเราอ่ะ ตอนนี้ก็เหลือ 20% ดวงแล้วล่ะ แกพาเราไปไหว้เจ้าหน่อย 5555  แล้วก็ไปไหว้จริงๆ

พอไหว้เสร็จวันรุ่งขึ้นได้อีเมล์ที่สนามบินภูเก็ตตอนรอขุ่นแม่มาจากกรุงเทพว่า “คุณได้ Offer แล้ว” เวลานั้นคืออยากจะกรี้ดแล้ววิ่งรอบสนามบิน แต่ก็ยังมียางอายอยู่เลยแค่โทรไปกรี้ดเบาๆกับเพื่อนนับหมื่น ซึ่งบอกเลยว่าดีใจมาก ในที่สุดความพยายามเราตลอดสี่เดือนก็ออกผลแล้วจ้าาา เราเลยอยากจะบอกใครก็ตามที่หางานและอยากจะมาขายวิญญาณบ้างว่า “อดทน และพยายามหน่อยนะ ถ้าไม่ยอมแพ้มันก็ได้เอง”

Segmentation ในมุมมองของ Analytics

Standard

กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วในคลาส Marketing 101 เราก็เคยเรียนเนอะ ว่ามันต้องมี Segmentation, Targeting, Positioning หรือที่แถวบ้านเรียกว่า STP (ใครจำไม่ได้ไปอ่านทบทวนตรงนี้โลด)

วันนี้จะมานำเสนอการที่เรามี Data มากมายพันล้านประการ แล้วชาว Analytics ทั้งหลาย จะเอา Data พวกนี้มาทำการ Segmentation ได้ยังไงค่ะ (ทั้งหมดนี้นั่งถอดรหัสดาวินชี่จากชีทอาจารย์วิชา customer analytics เป็นลายมือเขี่ยๆของเราเอง ดังนั้นขออภัยในความกากของลายมือมาก่อน ณ ที่นี้)

segmentation-analytics

โอเค เริ่มจากเรามาเข้าใจกันก่อนว่า Segmentation เราแบ่งตามอะไรได้บ้าง เช่น สมมุติเราเป็น KFC เราก็จะสามารถแบ่งได้อะไรประมาณนี้

  • Area เช่น กรุงเทพ / สิงคโปร์ (ที่แม่งชอบฉายโฆษณา Facebook ใส่เรามาก คืออยากกินวิงแซ่บ แต่เคเอฟซีสิงคโปร์ไม่ขาย)
  • Demographics เช่น เพศชาย อายุ 15-22 ปี / เพศหญิง อายุ 45 ปี แต่งงานมีบุตรแล้ว ฯลฯ
  • Behavior เช่น กินแต่ไก่กับเครื่องเคียง หรือ กินที่เป็นข้าวราดๆ
  • Revenue ว่าเราได้เงินจากลูกค้าคนๆนี้เท่าไหร่กันนะ

ในสมัยก่อนหรือแม่ค้าไก่ทอดหน้าปากซอย ข้อมูลพวกนี้มันก็ไม่มีใช่มะ มันก็เริ่มจาก Gut feeling หรือแม่ค้าก็คิดว่า เออ ทาร์เกทเราน่าจะเป็นคนทำงาน รีบไปทำงาน ดังนั้นเลยซื้อใส่ถุงไป แล้วก็ทดลองไป ฯลฯ

ต่อมาเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า Marketing Research (ไปอ่านเพิ่มเติมตรงนี้เลย) ซึ่งตรงนี้เราสามารถใช้ทั้ง Qualitative และ Quantitative นั่นแหละ กรณีที่ไร้ซึ่งไอเดียใดๆ เราก็ยังแนะนำให้ทำกรุ๊ปก่อนนะ แต่เราว่าทำเป็นแบบสอบถามเดินตามบ้านจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าแล้วเอามารันทางสถิติได้มากกว่า หลักๆของการมาถึงจุดนี้คือ มีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า เป็นกลุ่ม 

แล้วโลกเราก็มาถึงยุคดิจิตอล ที่เราไปซื้อ KFC ด้วยบัตร CRC แล้วมันให้เราลงทะเบียนไว้ ซึ่งทีนี้มันก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับเราแล้ว เช่น อายุ / เพศ / อีเมล / เบอร์โทร แล้วมันก็รู้อีกว่า เรากินอะไร บ่อยแค่ไหน (โอ้ย หลอนเนอะ) โดย requirement หลักๆของการมาถึงจุดนี้คือ มีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า เป็นรายบุคคล

 

whatsapp-image-2017-05-19-at-14-45-58.jpeg

ทีนี้ชาว Data Analytics ก็สามารถเอาข้อมูลตรงนี้มาทำ Segmentation ได้เช่นกัน โดยแบ่งคร่าวๆ ได้สองอย่าง (ตามที่อ.เค้าเรียกอะนะ) ว่า

  • Need-based Segmentation แต่เราอยากเรียกมันว่า Behavior-based มากกว่า ว่ามันมีพฤติกรรมแบบใด แล้วมันจึงเหมาะกับ Product แบบใด
  • Value-based Segmentation แต่เราอยากเรียกมันว่า Revenue-based มากกว่า เพราะมันมาจากว่าเราคิดว่าจะได้เงินเท่าไหร่ (เราไม่ชอบการเรียกมันว่า Value เพราะ Value มันสามารถเป็นได้มากกว่าเงิน แต่ตรงนี้คือคิดด้วยเงินล้วนๆ) โดยเอามาคิดว่าเราควรจะทำ campaign กับคนกลุ่มๆนี้ไหม
    • เราจะดูจากสามสิ่งคือ RFM แล้วแตกมันออกเป็น 5*5*5 = 125 กลุ่ม
      • R = Recency ซื้อครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ คะแนน 1 -5
      • F = Frequency ซื้อบ่อยแค่ไหน คะแนน 1 -5
      • M = Monetary Value ซื้อเท่าไหร่ คะแนน 1 -5
    • ในแต่ละ กลุ่ม combination นั้น เราก็จะมาดูว่า ปกติแล้วมัน response campaign เรามั้ย โดยคิดจาก avg. ของแต่ละกลุ่ม ใน 125 กลุ่ม
    • จากนั้นเราจะส่ง campaign ไปหาคนที่ response rate ของเรา มากกว่า [cost of promo per 1 cust / average profit from promo] เพราะว่ามันเป็น break-even ของเราพอดี

อันนี้ก็เป็นวิธี 2 วิธีคร่าวๆที่เราน่าจะใช้การ Analytics เข้ามาช่วยในสาย marketing ได้ แต่ว่าเรามองว่ามันก็คงมีอีกหลายๆวิธี หรือพลิกแพลงอันนี้ได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันการใช้พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น Credit card, Banks, Insurance ซะส่วนมาก เพราะเค้าจะมีดาต้าละเอี๊ยดละเอียด แต่ด้วยความที่เราเก็บดาต้าได้มากขึ้น เราก็คิดว่า industry อื่นๆก็ควรจะลองมองมาดูเหมือนกันนะคะ 🙂

ปล. อย่าลืมไปช่วย like & Share Facebook เราด้วยนะคะ https://www.facebook.com/snoopymarketer/