เริ่มทำ Google SEM สำหรับมือใหม่

Standard

Google SEM ก็เป็นอีกช่องทางหลักๆ ที่คนจะคิดถึงเมื่อทำ Online Marketing อีกช่องทางหนึ่ง ความสำคัญหลักๆของ Google SEM (และ SEO ด้วย) คือมันเป็นช่องทางที่ high intent แบบคนสนใจแล้ว ถึงจะมาค้นหาผ่านกูเกิ้ล ไม่เหมือนช่องทางอื่นๆ ที่เราแสดงโฆษณาไป แต่เค้าอาจจะยังไม่ได้สนใจ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SEO vs SEM ตรงนี้จ้า)

หลักการทำงานของ Google ก็คือ มันจะให้คน bid แข่งกันสำหรับ Keyword แล้วเอาโฆษณาที่ดีที่สุดออกมาแสดงให้คนที่เสิชเห็น

sem1

ในการเลือกโฆษณาที่ดีที่สุด ที่จะแสดงให้คนดู มันมาจากส่วนประกอบหลักๆสองส่วนคือ Quality Score (โฆษณาเราดีมั้ย) และ Max CPC (จำนวนเงินที่เรา bid หรือเรียกง่ายๆว่า เราเป็นสายเปย์แค่ไหน)

ในส่วนของ Quality Score ก็มาจากสามส่วน คือ
1) Click-through rate (CTR) – จากคนที่เห็นทั้งหมด มีคนกดเข้าไปดูกี่ %
2) Relevancy – โฆษณานี้ตรงกับ Keyword มากน้อยแค่ไหน
3) Landing Page – ว่าไอ่ลิ้งที่กดไปนั้น มันดีย์มั้ย หรือกดไปเจอหน้าเว็บว่างเปล่างี้sem2

สำหรับโครงสร้างของ SEM นั้นก็คล้ายๆกับ Facebook ที่มีสามระดับ อันนี้ก็เช่นกัน คือ เป็น Campaign > Ad group > Keywords + Adssem4

สำหรับในส่วนของ Keyword นั้น อาจจะไม่ได้จำเป็นต้องตรงกับ คำที่คนใช้ Search (search terms) เป๊ะๆ แล้วแต่การตั้งค่าของเรา โดยจะมีการจับโดยหลายระดับ ที่ Google บอกตามต่อไปนี้   sem5(ดูเพิ่มเติมที่: https://support.google.com/adwords/answer/2497836?hl=en)

ถ้าเกิดเราไม่มีไอเดีย ว่าจะเอา Keyword มาจากไหน Google ก็ยังช่วยเราได้ โดยมีสิ่งที่เรียกว่า Keyword Planner เมื่อเข้าไปจะเป็นแบบนี้ แสดงคีย์เวิดที่เกี่ยวข้องกันให้เราดู

sem6

ต่อมาในส่วนของ Ad text หรือโฆษณา โดยรวมแล้วเราควรจะใส่ทั้ง สิ่งที่ลูกค้าต้องการ (หรือพูดง่ายๆว่าเค้าหาอะไร) + สิ่งที่เราขาย (เช่น ชื่อเว็บเรา ขายของคุณภาพดี ฯลฯ) ซึ่งก็มันไม่มีกฏอะไรตายตัวมาก และก็แนะนำให้ใส่อย่างน้อย 2-3 ชุด เผื่อไว้ให้กูเกิ้ลช่วยเลือกsem7

นอกจากตัว AdText แล้ว เรายังสามารถเพิ่มออฟชั่นเสริมต่างๆ เช่น Callout / sitelinks และอื่นๆอีกมากได้ โดย Google เรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า Ad Extensionssem8

 

สุดท้ายนี้ก็มีข้อห้ามสำหรับ โฆษณา Google SEM หลักๆประมาณว่าห้ามแสปม ห้ามขายของผิดกฏหมาย อะไรประมาณนี้ ลองดูรายละเอียดเต็มๆได้ที่ https://support.google.com/adwordspolicy/answer/6008942?hl=en 

สำหรับวิธีการสร้างโฆษณานั้น ก็คือเข้าไปที่ https://adwords.google.com/ แล้วสร้างได้เลยค่ะ 🙂sem9

 

เริ่มทำ Facebook Ad สำหรับมือใหม่

Standard

Facebook Ads ก็เป็น Channel หลักๆ ของ Online Marketing เลยแหละ วันนี้เลยจะมาทำ Tutorial Step-by-step ของการทำ Facebook Ads ให้กันนะคะ

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจ Structure ของ Facebook Ads ก่อน นั่นคือมันจะแบ่งเป็น 3 Level อันได้แก่ Campaign / Adset / Ad ซึ่งในแต่ละเลเวล มันก็มีการตั้งค่าที่แตกต่างกันไป เช่น อยากตั้ง schedule ปิดโฆษณา ก็จะต้องไปตั้งในระดับ AdSet นะ หรือถ้าจะเปลี่ยนรูปภาพโฆษณา ต้องไปแก้ในระดับ Ad นะ

โดยใน 1  Campaign มีได้หลาย Adset แต่ 1 Adset อยู่ได้ใน 1 Campaign เท่านั้น เช่นเดียวกับระดับ Ad โดย 1 Adset จะมีได้หลาย Ad แต่ 1 Ad จะอยู่ได้ใน Adset เดียวเท่านั้น

fb1

ก่อนจะสร้างมันจะมี requirement หลักๆ อยู่ 2 ข้อ คือ
– Credit Card สำหรับแอคเค้าบ้านๆ ที่ไม่ได้ทำสัญญายิ่งใหญ่กับเฟสบุ้ค เราก็ใช้เครดิตการ์ดในการจ่ายเงินได้เลย ดังนั้นเราควรจะมีเครดิตการ์ดค่ะ
– Facebook Page คือเพจสำหรับใส่คอนเท้นที่เราจะโปรโมทนั่นเองค่ะ ซึ่งก็ควรจะมีอยู่แล้วเนอะ

สำหรับการเริ่มสร้าง ก็เข้าไปที่  https://web.facebook.com/ads/manager เลย

1) Campaign Level

ในส่วนนี้เราก็จะเลือก Ad Objective ว่าหลักๆแล้วเราอยากได้เป้าหมายเป็นอะไรคะ เช่น Brand Awareness หรือในรูปคือ เราอยากได้ Traffic เข้าไปในเว็บไซต์เรามากขึ้น

fb2

ซึ่ง Objective นี้ก็จะ limit ของ Ad Placement (ว่าแอดจะไปโผล่ตรงไหนบ้าง เช่น ถ้าเราเลือก Mobile App Install มันก็ไม่ควรโผล่ใน desktop) และ Ad Format ดังนั้นไม่ต้องตกใจนะคะ ถ้าเกิดออฟชั่นบางอันแตกต่างจากอันนี้

2) AdSet Level

มองง่ายๆคือการตั้งค่าหลังบ้านเรา ว่ามันควรจะไปโผล่ที่ไหน โผล่ยังไง ใช้เงินเท่าไหร่ แต่ส่วนนี้คนที่เห็นโฆษณาเราจะไม่มีวันรู้

2.1 เลือกเพิ่มเติมจาก Objective เช่น ถ้าเราเลือก Traffic เราจะเอา Traffic ไปลงตรงไหน
2.2 เลือก Target Audience หลักๆคือ Demographic + detailed targeting
– มี custom audience (เช่น คนไลค์เพจ หรือ ฐานข้อมูลเบอร์โทรลูกค้า ก็สามารถอัพลงไปได้)
– Location ว่าอยู่ส่วนใดของโลก
– อายุ
– เพศ
– Detailed Targeting: Interest / behavior เช่น สนใจเรื่องรถ สนใจเรื่องชอปปิ้งออนไลน์
fb3
2.3 Placement ว่ามันจะไปโผล่ส่วนไหนของ Facebook และ Instragram บ้าง
2.4 Budget & Schedule และ Bid ว่าเรามีเงินจะลงเท่าไหร่ต่อวัน จะลงวันไหนถึงวันไหน และราคาที่เราพร้อมจะจ่ายfb4

3) Ad Level

หลักๆก็คือ โฆษณาเราหน้าตาจะเป็นยังไง ตอนโผล่ไปให้คนเห็น เช่น เป็น Carousel หรือเป็น Single Ads มีรูปกี่อัน รูปอะไรบ้าง เขียนข้อความว่าอะไรบ้าง ประมาณนี้ สำหรับรายละเอียด และ spec ต่างๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ตรงนี้เลยค่ะ Facebook Ads Guide

fb5

ซึ่ง Facebook Ads ก็กดตามนี้ เราก็จะมี โฆษณาบนเฟสบุ้คเก๋ๆไปแล้วค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มี กฏข้อหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการโฆษณาบนเฟสบุ้ค นั่นคือ 20% Text Rule แปลว่า ในรูปที่เราใส่นั้น ห้ามมีตัวอักษรเกิน 20% โดยเช็คตรงนี้ก็ได้  https://www.facebook.com/ads/tools/text_overlay

ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Facebook Ads สามารถเข้าไปอ่าน และเรียน (ฟรี) ได้ที่ Facebook Blueprint ตามลิ้งค์นี้เลยจ้า https://www.facebook.com/blueprint

Life Stage ช่วงเวลาของชีวิต

Standard

มันจะมีอยู่ทฤษฎีนึงเค้าบอกว่า คนเราแต่ละคนจะมีช่วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างกัน หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Life Stage เช่น เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน ซื้อบ้าน ไปเรียนต่อ มีลูกคนแรก ฯลฯ ถ้า life stage แบบไทยๆก็อาจจะเป็นช่วงเบญจเพสที่มันแรงเหลือเกิน อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง life stage

updated-le-graphic-2017.png
(ขอบคุณรูปจาก: https://cardinalatwork.stanford.edu/benefits-rewards/health/change-your-benefits)

ซึ่งอันนี้อาจจะฟังอยู่ไกล๊ไกลเนอะ แต่เอาจริงๆเพื่อนเราหลายคนมาก ที่เลิกกับแฟนหลังจากไปเรียนต่อ จริงๆแล้วไม่ได้เลิกตอนไปเรียนต่อนะ เลิกตอนกลับไทยนี่แหละ… เพราะ life stage มันเปลี่ยนไง คนนึงไปเรียนจนจบโท กลับมาก็มีความคิดมุมมองใหม่ๆ มีเป้าหมายชีวิตอันใหม่ ขณะที่อีกคนก็ยังอยู่ที่เดิม อยู่จุดเดิมนิ…

เราก็เชื่อนะ ว่าคนที่ใช้มันจะมาในเวลาที่เหมาะสม ต่อให้คนที่ใช่ แต่เวลาไม่เหมาะสม life stage ยังไม่ใช่  แบบแม้อายุจะเยอะแล้ว แต่นิสัยเด๊กเด็ก… มันก็ยังไม่ใช่ไง หรือคนที่มันเคยใช่ มันก็อาจจะกลับมาไม่ใช่ก็ได้ เมื่อ life stage เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการทำ marketing ของที่ใช่ ก็ต้องมากับ life stage ที่ใช่ด้วย เพราะ different stage ย่อมมี different need

เช่น ช่วงวัยเรียน อยากได้งานที่ท้าทาย แฟนต้องดูแลดี มีความมุ้งมิ้ง  แต่ถ้ามาซักจะสามสิบเนี่ย คือไม่ต้องเอาความมุ้งมิ้งมาแล้วนะ มองหาพ่อของลูก คนที่พร้อมจะสร้างครอบครัวกับเรา อะไรแบบนี้เป็นต้น

ซึ่งเวลานักการตลาด Targeting ส่วนใหญ่เราจะ Target ตามอายุ มากกว่าที่จะ target ที่ life stage หลักๆแล้วก็เพราะมันง่ายกว่านั่นแหละ เราไม่มีข้อมูลนิว่าคนๆนี้เค้าอยู่ใน Life Stage ไหน จะแต่งงานหรือยัง หรืออะไรนิ.. แต่เราว่าอนาคตสิ่งนี้มันจะมีมามากขึ้นเพราะ Google และ Facebook เริ่มฉลาดขึ้น และจับอะไรพวกนี้ได้มากขึ้น

 

E-commerce คือ Money Game

Standard

เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาทำงาน e-commerce จนถึงปัจจุบัน ว่าธุรกิจ e-commerce มันคือ Money Game หรือแปลง่ายๆว่า ใครมีเงิน คนนั้นก็ชนะ!!!

คือเราก็เชื่อนะเว่ยว่า Marketing Strategy / Branding / xxx มันก็ช่วยแหละ แต่สุดท้ายตัวที่ตัดสินว่าใครจะชนะ ใครจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ มันคือ ใครมีเงินมากที่สุดนั่นเอง

เหตุผลหลักๆที่มันเป็นเช่นนี้น่ะหรอ เราพอจะสันนิษฐานได้ดังนั้น

  1. Management / Founder ของบริษัท e-commerce ล้วนแต่มองปลายทางเป็น Sales / Revenue หรือ IPO (ออกขายหุ้น) ซึ่งนั่นเองทำให้ e-commerce ทุกเจ้า ล้วนมี KPI ที่เป็นตัวเลขชัดเจนมากๆ เช่น อยากได้ ROI (Return on Investment) เท่านี้นะ, CPI (Cost per Install) เท่านี้นะ ฯลฯ ซึ่งพอ KPI มันมาแบบนี้ มันเลยไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับ branding อะไรเท่าไหร่ เพราะมันเปลี่ยนกลับมาเป็นตัวเลข KPI ได้ไม่ชัด เท่าการอัดเงินลง Facebook / Google
  2. Everything is tracked คือทุกสิ่งอย่างสามารถแทรกได้ ทั้ง Google Analytics, App Analytics, Facebook Ads Manager, Google SEM ดังนั้นเราเลยจะมีตัวเลขที่ชัดเจน จากการทำ conversion campaign มากกว่าการเห็นตัวเลข Branding ที่ไม่มีใครรู้ว่ายังไง
  3. BURN BABY, BURN ทุกคนมีเงิน Funding  ในการ burn ค่อนข้างสูง ถ้าถามเรา เราว่ามัน over-hyped เล็กๆ แต่มันก็เวิ้คไง แล้วทุกคนก็ Go online กันหมด เลยมีเงินทุนที่พร้อมจะมาเบิร์น เบบี้เบิร์นค่อนข้างมาก มันมีอยู่หลายจุดนะ ที่จริงๆแล้วเป้าหมายของเราคือการใช้เงินให้หมด
  4. Platform หน้าเงิน กับการ Bidding คือเราว่า Google ฉลาดมาก ที่ออกแบบระบบการขายโฆษณาออนไลน์ด้วยการ Bid คือใครให้เงินเยอะ ก็ได้โฆษณาไป ซึ่งโอเค มันเลยทำให้คนพร้อมจะ competitive มากขึ้น ต่างจากการซื้อแบบเดิมๆ ที่เป็นราคาตายตัวไปแล้ว ทีนี้คนซื้อทำไงล่ะคะ มีเงินมาเบิร์นจากข้อสาม ก็เบิร์นและ bid กันเข้าไป ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเงิน คุณจะไม่มีทาง bid สู้อีบ้าในข้อสามได้เลย
  5. และสุดท้าย เลยกลายเป็นการ bid on people too เราว่า average time ของคนที่อยู่ใน job ของ e-commerce มันสั้นมาก การที่เราอยู่บริษัทนึงที่เราคิดว่าสั้นมากนะ กลายเป็นคำว่า ก็อยู่นานเหมือนกันนะ ของ industry นี้กันไป เพราะว่าบริษัทเริ่มมีการ bid on people แบบ โอ้ย ที่นี่ให้เยอะกว่า ที่โน่นให้เยอะกว่า คนเลยย้ายงานก็เยอะ อีกส่วนนึงคืองานมันค่อนข้างวนเวียนและซ้ำซาก แม้ว่า learning curve แรกๆจะสูง แต่หลังจากที่ทุกอย่างแม่งลงตัวแล้ว มันก็จะเบื่อๆไป… ทีนี้พอเจอแบบนี้เข้า มันเลยเป็น vicious cycle ของการที่ “เท” ทุกอย่างวนกันไป

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคิดว่าไงกันบ้างคะ?