E-commerce คือ Money Game

Standard

เราเชื่อมาตลอดตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาทำงาน e-commerce จนถึงปัจจุบัน ว่าธุรกิจ e-commerce มันคือ Money Game หรือแปลง่ายๆว่า ใครมีเงิน คนนั้นก็ชนะ!!!

คือเราก็เชื่อนะเว่ยว่า Marketing Strategy / Branding / xxx มันก็ช่วยแหละ แต่สุดท้ายตัวที่ตัดสินว่าใครจะชนะ ใครจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ มันคือ ใครมีเงินมากที่สุดนั่นเอง

เหตุผลหลักๆที่มันเป็นเช่นนี้น่ะหรอ เราพอจะสันนิษฐานได้ดังนั้น

  1. Management / Founder ของบริษัท e-commerce ล้วนแต่มองปลายทางเป็น Sales / Revenue หรือ IPO (ออกขายหุ้น) ซึ่งนั่นเองทำให้ e-commerce ทุกเจ้า ล้วนมี KPI ที่เป็นตัวเลขชัดเจนมากๆ เช่น อยากได้ ROI (Return on Investment) เท่านี้นะ, CPI (Cost per Install) เท่านี้นะ ฯลฯ ซึ่งพอ KPI มันมาแบบนี้ มันเลยไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับ branding อะไรเท่าไหร่ เพราะมันเปลี่ยนกลับมาเป็นตัวเลข KPI ได้ไม่ชัด เท่าการอัดเงินลง Facebook / Google
  2. Everything is tracked คือทุกสิ่งอย่างสามารถแทรกได้ ทั้ง Google Analytics, App Analytics, Facebook Ads Manager, Google SEM ดังนั้นเราเลยจะมีตัวเลขที่ชัดเจน จากการทำ conversion campaign มากกว่าการเห็นตัวเลข Branding ที่ไม่มีใครรู้ว่ายังไง
  3. BURN BABY, BURN ทุกคนมีเงิน Funding  ในการ burn ค่อนข้างสูง ถ้าถามเรา เราว่ามัน over-hyped เล็กๆ แต่มันก็เวิ้คไง แล้วทุกคนก็ Go online กันหมด เลยมีเงินทุนที่พร้อมจะมาเบิร์น เบบี้เบิร์นค่อนข้างมาก มันมีอยู่หลายจุดนะ ที่จริงๆแล้วเป้าหมายของเราคือการใช้เงินให้หมด
  4. Platform หน้าเงิน กับการ Bidding คือเราว่า Google ฉลาดมาก ที่ออกแบบระบบการขายโฆษณาออนไลน์ด้วยการ Bid คือใครให้เงินเยอะ ก็ได้โฆษณาไป ซึ่งโอเค มันเลยทำให้คนพร้อมจะ competitive มากขึ้น ต่างจากการซื้อแบบเดิมๆ ที่เป็นราคาตายตัวไปแล้ว ทีนี้คนซื้อทำไงล่ะคะ มีเงินมาเบิร์นจากข้อสาม ก็เบิร์นและ bid กันเข้าไป ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเงิน คุณจะไม่มีทาง bid สู้อีบ้าในข้อสามได้เลย
  5. และสุดท้าย เลยกลายเป็นการ bid on people too เราว่า average time ของคนที่อยู่ใน job ของ e-commerce มันสั้นมาก การที่เราอยู่บริษัทนึงที่เราคิดว่าสั้นมากนะ กลายเป็นคำว่า ก็อยู่นานเหมือนกันนะ ของ industry นี้กันไป เพราะว่าบริษัทเริ่มมีการ bid on people แบบ โอ้ย ที่นี่ให้เยอะกว่า ที่โน่นให้เยอะกว่า คนเลยย้ายงานก็เยอะ อีกส่วนนึงคืองานมันค่อนข้างวนเวียนและซ้ำซาก แม้ว่า learning curve แรกๆจะสูง แต่หลังจากที่ทุกอย่างแม่งลงตัวแล้ว มันก็จะเบื่อๆไป… ทีนี้พอเจอแบบนี้เข้า มันเลยเป็น vicious cycle ของการที่ “เท” ทุกอย่างวนกันไป

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคิดว่าไงกันบ้างคะ?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s