Facebook Ads Manager VS Facebook Power Editor

Standard

เวลาซื้อโฆษณาใน Facebook เนี่ย สามารถซื้อได้คร่าวๆประมาณ 3 ช่องทาง (ซึ่งแรกๆงงมาก เชี่ยไรวะ ทำไมอันนี้ต้องไปดูในนี้ อันนี้ไว้ทำไร จะสร้างมาหลายอันทำให้กูงงเพื่อ) ตามนี้

1 Mannual กดซื้อในเพจ แล้วเซตอัพเอาแบบ manually ทีละอัน อันนี้ถ้าโฆษณาไม่เยอะ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร หน้าตาก็ประมาณนี้

boostinpage.JPG

2 Ads Manager เข้าไปที่ https://www.facebook.com/ads/manage ซึ่งอันนี้ จะสามารถทำได้มากกว่าแบบเบสิกหน่อย เช่น เลือก Objective ของโฆษณา

สำหรับประโยชน์จริงๆของ Ads Manager คือ การเข้าไปดูผลการโฆษณาได้ค่อนข้างดี เช่น Impression, Cost Per Click, CPM, หรือแม้กระทั่งจำนวน Transaction และ sales (ซึ่งได้จากการติด Facebook Pixel)  โดยเลือก customize column และ ฺBilling ปลายเดือน ว่าโดนเก็บไปเท่าไหร่

 

3 Power Editor หรือ www.facebook.com/ads/manage/powereditor สำหรับการขึ้นโฆษณาทีละมากๆๆๆๆๆๆๆ (อันนี้ไม่มีตัวอย่างแอคเค้าเล่นๆให้ดูอ่ะ เลยขอยืมรูปจากเฟสมา)  โดยตัว power editor นี้เราจะใช้ขึ้นโฆษณา เพราะเราสามารถขึ้นได้ทีละหลายๆโฆษณา และดาวน์โหลดลงมาทำในคอมพิวเตอร์เราก่อนที่จะอัพโหลดเซฟขึ้นไป ทำให้ค่อนข้างปลอดภัยในการเนตหลุด  ความดีงามคือ สมมุติเรามี 5 Target สำหรับ โฆษณาตัวเดียวกัน ก็สามารถสร้างโฆษณาเดียวกัน ใน หลายๆ ad group (ตอนเลือก target ต้องเลือกใน ad group) หรือ ก้อปของเก่ามาทั้งดุ้น แล้วค่อยเปลี่ยนเนื้อหาก็ยังได้ powereditor.jpg

UTM คืออะไร แล้วทำไม Online Marketer ต้องใช้

Standard

เวลาเราทำ Online marketing เราก็อยากจะวัดใช่ป่ะ ว่าช่องทางไหนมันเวิคกว่า ทั้งจำนวนคนเข้า หรือ ยอดซื้อ  ที่เราอาจจะดูผ่าน Google Analytics (หรือแม้กระทั่งผ่าน SQL database)  สำหรับวัดที่เป็นที่นิยมค่อนข้างมากคือ UTM tracking  โดยการเติมอะไรไปข้างหลัง link นิดหน่อย เช่น แทนที่จะเข้าตรงๆ ก็จะมีอะไรห้อยท้ายแบบนี้

https://snoopymarketer.com/?utm_source=Blog&utm_medium=wordpress&utm_campaign=what_is_utm

โดยหลักๆแล้ว มันจะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1) utm_source= มาจากช่องทางไหน เช่น Google, Facebook, Affiliate, Priceza, ฯลฯ

2) utm_medium= ช่องทางนั่นแหละ เช่น source = google, medium = organic คือมาจาก search ตรงๆ แต่ถ้า source = google, medium = cpc คือทำโฆษณาผ่าน google หรือ ทำ SEM นั่นเอง

3) utm_campaign= แคมเปญที่ทำ เช่น โฆษณาสินค้านี้นะ หรืออะไรก็ตามที่เราจะตั้ง

นอกนั้น อาจจะมีเพิ่ม utm_term หรือ utm_content ก้ได้ ตามแต่ที่เราจะตั้งเลย ซึ่งการจะใส่เราก็แค่เพิ่ม ? ท้าย URL ก่อนจะพิมพ์ utm หรือถ้ากลัวพลาด เราก็สามารถใช้ Google URL builder ช่วยเราได้เช่นกัน

ข้อควรระวังคือ สมมุติเรากำหนดว่า source=facebook ก็ควรพิมพ์แบบนี้ตลอดไป เพื่อให้เวลาเราทำการตั้งค่า หรือวิเคราะห์ง่ายขึ้น ไม่ใช่ Facebook, FACEBOOK, FB และอื่นๆ เพราะจะทำให้เราหามันไม่เจอ จึงมีคำแนะนำว่า ควรจะเป็นตัวพิมพ์เล็ก และใช้ _ แทนเว้นวรรค และไม่ควรมี ? หรือ & เพื่อที่ระบบเก็บค่าจะไม่งงนั่นเอง

ซึ่งพอเราติดแบบนี้แล้ว เวลาดู acquisition report ใน Google Analytics  จะได้ละเอียดตามที่เราตั้งค่าไว้นั่นเอง 🙂

 

ความดีงามล้านแปดของ Google Analytics (หรือที่แถวบ้านเรียกว่า GA)

Standard

google-analytics-logo.png

วันแรกที่เข้าทำงาน Online Marketing คือโง่มากกกกก (ปัจจุบันก็โง่อยู่แต่น้อยลงนิสนึง) ทุกคนบอกว่า “เริ่มที่ GA” นึกในใจว่า แปลให้กุหน่อยก่ะ GA คืออารายยยยยยย

แต่พอมาใช้แล้ว เฮ่ยมันดีงามประการฉะนี้ มิน่ามันถึงเป็นอะไรที่โค่ดฮ็อตฮิตที่หลายๆคนใช้กัน หน้าตาคร่างๆก็ประมาณนี้เอง

GA-preview

วิธีการทำงานของ GA คือ มันจะมีโค้ดๆนึง ให้เราไปแปะไว้ทุกหน้าของเว็บเรา แล้วทีนี้เวลาใครเข้าเว็บเรา มันก็จะเก็บ cookie ไว้ แล้วคอยยิงไปบอก GA ว่า คนเข้ากี่คน ทำอะไรบ้าง มาจากไหน ฯลฯ

หลักๆแล้ว สิ่งที่ GA สามารถบอกเราได้ แบ่งเป็น 5 หมวดใหญ่ๆ ตาม เมนู ดังนี้

GA-menu.JPG

1) Real time คือ Audience + Acquisition และ แต่เป็น  ณ ตอนนี้ของเว็บ ขณะที่อันอื่นๆจะเป็นช่วงเวลาตามที่เราเลือก เช่น เดือนนี้ เดือนที่แล้ว วันที่ xx ถึง xx

2) Audience = คนเข้ามาเป็นใคร เพศอะไร อายุประมาณไหน สนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ (แต่มันก็ไม่เป๊ะเท่า Facebook เพราะมาจากการวิเคราะห์จากการเข้าเว้บ) หรือว่า มาจากประเทศไทย ใช้มือถือหรือคอม มือถือรุ่นอะไร browser อะไร

3) Acquisition = เข้ามาทางไหน เช่น เราโปรโมทผ่านทาง Facebook, Google, ฯลฯ เราก็อยากรู้ว่าช่องทางไหนมันเวิค ทางไหนไม่เวิคป่ะ ดูได้เลยจากตรงนี้ ซึ่งถ้าเป็น web e-commerce ก็จะดูได้ว่า ช่องทางไหนขายของได้เยอะสุด ฯลฯ

4) Behavior = เข้ามาเว็บเราแล้ว ทำอะไรบ้าง กดไปหน้าไหน อะไรยังไง

5) Conversions แปลว่า เค้าทำอะไรซักอย่างที่อยากให้ทำ เช่น อาจจะกดสมัครรับข่าวสาร หรือว่า ถ้าเป็นเว็บ e-commerce ก็เป็นคนที่ซื้อสินค้า ที่เพิ่มการตั้งค่าแล้วเราก็สามารถดูได้ว่า คนเค้าซื้อถ้ามาจากไหน หรือว่า ช่องทางไหนเป็น assisted (คนเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อ) หรือ last click (คนเข้าเว็บแล้วซื้อเลย) มากกว่ากัน

ถ้าใครสนใจ Google Analytics แล้วรู้สึกว่า มันเจ๋งว่ะ อยากทำ อยากหาข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำให้ไปลองดูสองอันนี้ คือ Digital Analytics Fundamentals และ Google Analytics Platform Principles ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับสอบเพื่อได้ใบ GAIQ (Google Analytics Individual Certification) เอาไว้ประดับบารมีเกร๋ๆแบบนี้จ้า

GA-certificate