เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1 : หางานกันเถอะ

Standard

เราเชื่อว่า 1 ในประเทศที่หลายๆคนอยากไปทำงาน ก็คือ “สิงคโปร์” เพราะมันใกล้บ้านกลับบ้านง่าย เงินดี เมืองมีมาตรฐาน เราก็เคยคิดแบบนั้นจริงๆ จนทำให้เราตัดสินใจมาเรียนโทที่สิงคโปร์ (ใช่ค่ะ กูมันบ้า 55) ซึ่งจริงๆแล้วถามว่าโหดมั้ย ก็โหดแหละ แต่ถามว่าโหดกว่าไทยมั้ย เราก็บอกเลยว่า ไม่ได้โหดเท่าป.ตรีเราหรอก คณะบ้าอะไรไม่รู้ โหดกันขริงๆ

แต่พอมาเรียนจริงๆ ฮือออ ไอ่ที่เรียนมันก็อยากแหละ (จาก marketing จิงเกอเบลไปวันๆ ให้มาเขียนโค้ด R โค้ด Python น้องก็ไม่ค่อยจะถนัดเท่าไหร่) แต่ที่ยากกว่าคือการปรับตัวอยู่ในเกาะที่โคตรแห้งแล้งและหาอาหารหวานยากมากกกก แห่งนี้  ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงเทพอ่ะ อะไรๆก็แบบง่ายไปหม๊ดดด อยากกินอะไรก็เดินไปซื้อ ขี้เกียจเดินก็นั่งแว้นซ์ อยากนวดก็ไปนวด ช้อปปิ้งก็ถูกโคตร ขนมหวานมีเป็นหมื่นแสนสิ่ง

แล้วขอด่ารอบที่แสน คืออีประเทศนี้เป็นประเทศที่ efficient จนน่ารำคาญมาก (และบางทีความสวยงามก็เหลืออยู่แต่ใน museum) เช่น เอมอาทีอยู่ใต้ดิน แต่แทนที่จะทำทางขึ้นสองข้างถนน ทำแค่ข้างเดียว แล้วถ้าคุณอยากจะข้ามไปอีกฝั่ง ขอเชิญพบกับ… สะพานลอย !! (ร้องเหี้ยหนักมาก ทำไมมึงไม่ทำอุโมงค์โผล่มาอีกข้างวะคะ) แต่นั่นแหละค่ะ อยู่ไปอยู่มามันก็อยู่ง่ายดี ทุกอย่าง expected ได้ (เช่นไปสนามบินก็เผื่อเวลาแค่ ชม.เดียวพอ ไรงี้) แต่ก็น่าเบื่อเหี้ยๆ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ต้องนั่งเค้นสมองสุดๆ ว่ากูจะไปไหนดี เช่น กลับกรุง(เทพฯ) ไปอินโด ไปตีแบต ไปเล่นมวย ไปโยคะ ฯลฯ เพราะคนแม่งจะเยอะในทุกที่ – -”

แต่ก็นั่นแหละ ถึงเกลียดบ้างด่าไปงั้น แต่ก็ยังอยากลองทำงาน ขายวิญญาณที่นี่ดูซักครั้ง แลกกับเงินแสน มันก็ช่างหอมหวานเย้ายวนยิ่งนัก ก็เลยอยากลองหางานดู …

เพื่อนเรา (ทั้งที่เรียนด้วย และ เพื่อนที่ไทย) หลายคนอาจจะคิดว่าชั้นเก่ง ชั้นถึงได้งานที่นี่ แต่พูดเลยว่ากว่าชั้นจะได้นั้น น้ำตาจะไหล ท้อมาก เหนื่อยมาก กรีดร้องโวยวายใส่แฟนและเพื่อนประมาณหมื่นแสนล้านครั้ง เราใช้เวลาหางานทั้งหมด 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่หลังตรุษจีน สมัครทุกเว็บตั้งแต่ LinkedIn หน้าด้านฝากอาจารย์ ฝากรุ่นน้องยื่นเรซูเม่ สมัครผ่านเว็บมหาลัย ฯลฯ เอาเฉพาะใน LinkedIn (ที่กด Apply) เราสมัครไปทั้งหมด 92 Jobs ไม่รวมเว็บอื่นๆที่สมัครข้างนอกอีกนะ .. เราว่าน่าจะถึง 150

linkedin

ซึ่งทั้งหมดนี่ ต้องบอกว่า เรามีประสบการณ์ที่ไทย เรียนโทที่นี่และ GPA อยู่ในขั้นสวย ฝึกงานที่รัฐวิสาหกิจที่ทุกคนรู้จักที่นี่ในฐานะ Data Analytics Intern แต่ก็กระนั้นแล้ว ด้วยความเป็นกระเหรี่ยงอะ เราได้สัมภาษณ์แค่ 4 ที่เท่านั้น (จาก 100+ ที่สมัครไป)  มันพีคขนาดที่ว่าที่สุดท้ายที่เราไปสัมภาษณ์ เราถึงกับบอกเพื่อนว่า แกๆ เราว่าเราพยายามทุกอย่างแล้ว เราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้วใน 80% ของเราอ่ะ ตอนนี้ก็เหลือ 20% ดวงแล้วล่ะ แกพาเราไปไหว้เจ้าหน่อย 5555  แล้วก็ไปไหว้จริงๆ

พอไหว้เสร็จวันรุ่งขึ้นได้อีเมล์ที่สนามบินภูเก็ตตอนรอขุ่นแม่มาจากกรุงเทพว่า “คุณได้ Offer แล้ว” เวลานั้นคืออยากจะกรี้ดแล้ววิ่งรอบสนามบิน แต่ก็ยังมียางอายอยู่เลยแค่โทรไปกรี้ดเบาๆกับเพื่อนนับหมื่น ซึ่งบอกเลยว่าดีใจมาก ในที่สุดความพยายามเราตลอดสี่เดือนก็ออกผลแล้วจ้าาา เราเลยอยากจะบอกใครก็ตามที่หางานและอยากจะมาขายวิญญาณบ้างว่า “อดทน และพยายามหน่อยนะ ถ้าไม่ยอมแพ้มันก็ได้เอง”

Business Model Canvas คืออะไร?

Standard

หลายๆคนอาจจะพูดถึง start-up และอยากทำ start-up แต่ก่อนที่เราจะเริ่มธุรกิจอะไรซักอย่าง เราควรจะวางแผนก่อน นอกจากโมเดลดั้งเดิม เช่น SWOT, PESTEL ฯลฯ แล้ว เราว่าอันนี้มันน่าสนใจมากเลย มันเรียกว่า Business Model Canvas โดย Alex Osterwalder

business-model-canvas.jpg

หลักๆคือมันเป็นการวาดออกมา ว่าไอ่ธุรกิจที่เราจะทำเนี่ย มันทำเงินได้ยังไง มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วทำไมลูกค้าถึงซื้อ ซื้อยังไง ในอีกทางหนึ่งไอ่ที่เราขายจะมาจากไหน มายังไง? ฯลฯ ซึ่งการวาดออกมาจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมมากๆ

ลองไปดูรายละเอียดในวีดีโอ

วีดีโอแบบยาวกว่าหน่อย

วีดีโอแบบยาวมาก (เผื่อใครว่างและนอนไม่หลับ)

หน้ากากทุเรียน (สิงคโปร์)

Standard

ต้องย้อนกลับไปสี่ปีที่แล้ว ขณะที่ยังเป็นนักศึกษามหาลัยปี 4 ใสใสไร้สติ ก็จองตั๋วมาเที่ยวกับเพื่อนม.ปลาย เราตกลงกันว่า “มึง กูว่าประเทศนี้อีกสิบปีเราค่อยมาใหม่เนอะ มันไม่มีเหี้ยไรเลยอะ”.. (และเราก็เกลียดมันมากด้วย…) แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา ให้เราได้มาเรียนโทที่นี่ซะงั้น

หลายๆคนก็คงได้ยินเราบ่นเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับการมาต่อโทที่สิงคโปร์…  ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้าง “emotional” และ มี context ค่อนข้างสูง (ซึ่งเรียกสั้นๆภาษาไทยว่า “เยอะสัส”) ดังนั้นการที่มาอยู่ในประเทศที่มัน very functional สุดๆ นี่มันก็ค่อนข้างลำบากใจเหมือนกัน…. ทั้งเหงา ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด บลาบลาบลา ถึงกับมีจุดที่นั่งเครื่องถึงสิงปุ๊บ จองตั๋วกลับกรุงเทพทันที และไปโวยวายดาวน์หนักมากใส่เพื่อนคนสิงคโปร์ว่า “ชั้นเกลียดประเทศนี้” (เชื่อเหอะ มันพีคมากสำหรับเรา)…

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนชาวสิงคโปร์ และ ได้มีโอกาสลองทุเรียนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก…

ตั้งแต่มาอยู่สิง เราก็เคยได้ยินคนบอกหลายครั้งว่า ทุเรียนสิงมันปลาร้า มันนิ่มๆ บลาบลา เลยไม่เคยกินซักที จนกระทั่งวันนี้ได้ลองกินดู เฮ้ยยย คือมันดีย์ มันนิ่มก็จริง แต่มันไม่ฉุนปลาร้าเลย มันอร่อย มันหอมมมม มันฟินพอๆกะทุเรียนไทยเลยเว่ยยย

มันก็เหมือนหลายๆอย่างในการใช้ชีวิตที่สิงนั่นแหละ บางครั้งด้วยอคติ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราพาลไม่ชอบ หรือไม่กล้าลอง ปิดกั้นตัวเองไปซะแล้ว หรืออย่างคนสิงที่เราคิดว่าเค้าไร้หัวใจ จริงๆแล้วเค้าแค่ไม่ได้แสดงออกมา เป็นเจอครอบครัวเค้าก็เหมือนครอบครัวคนไทยแหละ มีเรียกกินข้าว เรียกกินน้ำ ฯลฯ

ซึ่งพอได้ลองเปิดใจจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนิหว่า 🙂
durian

ปล. อีทุเรียนนี่ไม่ถูกนะคะ… สองลูก(เล็กมากๆ) 2500 ค่ะ

Confession of a workaholic

Standard

(ตาม title นะคะ อันนี้เป็นบทบ่นๆของเราเอง ข้ามๆไปได้)

คือตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเราเป็น workaholic แต่หลังๆก็รู้ตัวนะ…คือต่อให้บ่นว่าเหนื่อย งานยุ่ง งานเยอะ แต่เชื่อมั้ยว่าเราชอบตัวเองเวลายุ่งๆมากกว่าเวลาว่างๆอีก เวลาทำงานที่เรารัก เรามีความสุขมาก เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย เราสามารถเขียนรีพอทตอนเที่ยงคืนถึงตีสีแล้วมีความรู้สึก high มากกกก เวลาเขียนรีพอท (ซึ่งมันทำร้ายสุขภาพมาก)

ทีนี้ปกติเราก็จะหมุนๆชีวิตจัดการตัวเองได้ตลอด ทีนี้หลายๆเรื่องล่ะ แบบทั้งโตขึ้น ร่างกายพัง ฯลฯ ก็มีคนมาบอกเรา “Slowwww Down ใจเย็นๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องเร่งทุกอย่าง” เออ ซึ่งมันก็จริงนะเว่ย แต่แกเข้าใจป่ะ เราทำงานแบบหมุนๆมาตลอด มันก็ยากนะเว่ย เช่น ให้เราไปทำงานราชการ เราบอกเลยว่าเราทำไม่ได้จริงๆ อกแตกตายก่อนแน่ๆ

แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด เราว่าเราค่อนข้าง work hard, play hard  หลายคนจะรู้ว่าถ้าเรามีโปรเจคจะต้องทำ เราจะทำตะบี้ตะบันมาก ยังไงก็เสร็จ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำเสร็จแล้ว เราจะไปเที่ยว (และมั่นใจว่าไม่มีใครกระทบในช่วงที่เราไม่อยู่) ไม่ค่อยมีใครจะตามงานเราได้ตอนเที่ยวหรอก เพราะเราจะทิ้งคอมไว้ ไม่เอาคอมไป หรือเวลากลับบ้านแต่ละที ก็จะใช้เวลากับป๊าม๊า กับเพื่อน งานไม่ได้แตะเลยข่า

กลับมาที่ความ slow down หรือมันจะเป็น life stage? ที่คนเราจะต้องผ่านไป พอเราผ่านช่วงดีดๆมาแล้ว เราอาจจะต้องการการช้าลง?  หรือว่าแค่มันเป็นช่วงที่เราเหนื่อย ต้องการการพักแล้วค่อยกลับไปสู้กับมันต่อ?

ทำไมมาร์เกทติ้งอย่างเราถึงเรียนเขียนโปรแกรม

Standard

เราเป็นเด็กสายศิลป์คำนวน ที่โคตรจะมีความศิลป์มากกกก เกลียดเลข (โอ้ยย คือไร เมทริกซ์ เวกเตอร์ ตรีโกณ มึงฆ่ากูเหอะ – และถามดิหนีพ้นมั้ย ยังหลอกหลอนถึงทุกวันนี้) ไม่ต้องพูดถึง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ นี่ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิสเดียววววว ดังนั้นตอนเข้ามหาลัยอ่ะ เราก็ตัดคณะพวกคอมๆทั้งหลายออกไปได้เลย (แม้มีคนเชียร์บ้างประปรายด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่มันไม่ใช่จริงๆ) ก็เรียนมาร์เก็ทติ้งมา ลั่นล้าไปวันๆ ทำ Powerpoint เป็นอาชีพหลัก ทะเลาะกับ excel (พ่อทุกสถาบัน) เป็นอาชีพเสริม จนวันหนึ่งจับพลัดจับพลูมาเรียน business analytics แล้วก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋ออออ มันคือโคตรดีย์ เราสามารถขี้เกียจได้มากกว่าเดิม หึหึ

มันไม่ได้ต้องการความรู้แบบวิทย์ๆ เลขๆ บ้าบอคอแตกใดๆทั้งสิ้น มันมีแค่โลจิกง่ายๆ ถ้าบวกเลข แก้สมการป.ห้าได้ ก็เขียนได้แหละว้า (เชื่อเราเหอะ เราอ่อนแอโค้ดมาก) แต่มันช่วยเราได้มากมาย ถ้าใครว่างๆอยากให้ลองหัดเขียนดูขำๆ

1.มันช่วยให้เรากระดิกมือน้อยลง

คือเพื่อนๆที่รู้จักเราจะรู้ว่าเราโคตรเป็นคนช้อตคัท แบบบางทีทำตรงๆไปก็เสร็จแล้ว แต่เราไม่! เราจะนั่งคิดหาทางที่ทำให้เรากระดิกมือได้น้อยที่สุด (ที่สุดจริงๆ)  เช่น บางงานเราเลือกที่จะดึงไปลงเอ็กเซล เพราะว่ามันจะได้คำนวนให้เราได้ หรือกด macro ได้เลย

2. ช่วยเราทำรีพอร์ตรายเดือน

เหยแกกก มันก็ต้องทำรีพอร์ททุกเดือนอะไรก็ว่าไปใช่มะ ทีนี้มันก็ต้องทำเหมือนเดิมทุกเดือนอ่ะ ทำไมเราไม่ให้คอมมันทำให้เราล่ะ ป้อนมันไป ปึ้ดดดด ดึงทุกอย่างที่เราต้องรู้ออกมาเป็นตาราง กระดิกนิ้วสองที ทำกราฟ แปะพาวเว้อพ้อยสวยๆข่า (และไม่ต้องไปจับดาต้ารุงรังอีกตลอดกาลจนกว่าจะเปลี่ยนฟอร์แมท)

โอเค เอ็กเซลมันก็ทำได้เว่ย แต่ถ้าเราจะแก้สูตร หรือจะทำสูตรซ้ำๆมันก็ต้องไปทำมาโคร ก็คือโค้ดอยู่ดีแหละเทอว์

3. ช่วยเราดึงดาต้า

สมมุติเราอยากรู้ว่า ในเฟสเรานี่อ่ะ มีคนมาด่าเรา หรือชมเรามากกว่ากัน ด่าเรื่องอะไร ยังไงเอ๊ะ (และทวิตเตอร์) แทนที่เราจะไปนั่งอ่านทีละอัน หรือนั่งแคปสกรีนไปส่งนาย (เชื่อเราเถอะ มีคนทำจริงๆ) เราก็สามารถกระดิกนิ้วสองที (อีกแล้ว!) ดึงจากเฟสมาเลยสิจ๊ะ นะจ๊ะ

4. ช่วยเราทำอะไรก็ได้!

ความดีงามของโค้ดคือ แทบทุกวันนี้มันมีโค้ดในเน็ต (ที่เราแทบไม่ต้องเขียนเองด้วยซ้ำ แต่ต้องแก้ให้มันใช้กับเราได้ – -) ที่สามารถทำได้เกือบทุกอย่างในโลกใบนี้ ตั้งเวลาเปิดไฟ แอบดูว่ามีใครเข้าห้องเรา แปลภาษา อ่านภาษา ดึงข้อมูล บลา บลา บลา ซึ่งทั้งหมดนี้ เราแค่ต้องหาโค้ดที่ถูกต้องและปรับใช้ให้ถูกกับงานเรา

เริ่มสนใจละอะดิ๊ ลองไปอ่านโพสเก่าที่เราลองขายโปรแกรม R ไว้ได้ ภาษาที่ง่ายๆสำหรับคนเริ่มก็มี R กับ Python นี่แหละ (ที่เราก็เขียนเป็นแค่สองอันนี้) แต่ว่าถ้าทำดาต้า R ง่ายกว่านะสำหรับเรา

ทำ Powerpoint ยังไงให้สวย

Standard

อันนี้ก็เป็นทริปแอนด์ทริคเล็กๆ ที่สะสมมาระหว่างการทำงานโน่นนี่นั่น สำหรับการทำ Powerpoint

1 Preset ไว้ก่อน จะช่วยชีวิตได้เยอะมาก

preset-powerpoint.JPG

ตรงนี้เราจะสามารถเซท theme ของพรีเซนเทชั่นทั้งหมดได้ เช่น สี และ font (ขอแนะนำให้เซตก่อนเริ่มงาน ทุกครั้ง เพราะว่าบางทีมาเปลี่ยนสี หรือฟ้อนทีหลังมันอาจจะเละ แบบสีที่เด่นๆ ก็ไม่เด่นแล้ว ตัวอักษรตัดคำเพี้ยน ฯลฯ

โดยการเข้าไปเซต คือ Design  > แล้วกล่องขวามือ เลือก color / font /effects

(ซึ่งอันนี้เซตแล้วถ้าทำเหมือนเดิมก็เซฟไว้ได้นะแจ๊ะ  เป็น office theme (.thmx) คราวหน้ามาก็เปิดไฟล์ได้เลย)

2 เซท font ไว้ก่อน เพื่อให้ไปทางเดียวกัน 

ใน powerpoint คือ มันจะมี font default มาให้ คือ Calibri / Angsana- Cordia ซึ่งถ้าเกิดประโยคนึงพิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษแล้ว มันจะพังทันที แบบอึ๋ยมาก ก็สามารถมาเปลี่ยนตรงนี้ได้ แบบสิ้นคิดๆ ก็ Arial / Tahoma หรือเราจะเปลี่ยนตัวภาษาอังกฤษเป็นฟ้อนเดียวกับไทยก็ได้ (เพราะฟ้อนไทยหลายๆอันก็มีฟ้อนอังกฤษอยู่แล้ว)

font-theme.JPG

ข้อควรระวังของการเซทฟ้อนคือ ถ้าเราแชร์ไฟล์กับชาวบ้านแล้วเครื่องคนอื่นไม่มีฟ้อน Powerpoint จะระเบิดตัวเองเป็นฟ้อนอะไรก็ไม่รู้ ต้องมาเปลี่ยนกลับอีก

3 สร้าง Theme สีด้วย Palette

จากข้อแรก เราก็ควรจะเซทสีไว้ด้วย ซึ่งสีนั้นก็จะมีตัวอย่างๆให้จาก preset แล้ว ถ้าอยาก go beyond ก็เลือกสีเองได้เลยค่าา แถมๆ อาจจะลองไปหา Palette ออนไลน์มาใส่ก็ได้ เช่น Design-seed 

ข้อควรระวังของการเซทสีคือ มันจะมีผลเล็กน้อยถึงปานกลางในการลงสี Chart ทั้งหลายแหล่ จึงควรเลือกสีที่แตกต่างกันชัดเจน (แบบข้างล่างก็โอเค) และตัว Dark / Light ด้านบนๆ ขอให้เก็บ contrast สีไว้ดังเดิม

color-theme.JPG

4 ใช้ slide master สำหรับจัด layout ต่างๆ

slidemaster.JPG

5 ใช้ Smart Art แบบแยกร่าง

จริงๆ SmartArt เป็น design ของ powerpoint ที่เราว่ามันกล่องดีมากกก แบบใช้ง่าย แต่มันจะชอบแกล้งเราด้วยการลด font บ้างอะไรบ้าง จนทำให้บางทีกรี้ดและวาดเองไป

หลังๆเพิ่งค้นพบว่า อ่อมมมมมม smartart ทั้งหลาย ถ้าเรากด ungroup มันจะกลายเป็น group object และ ungroup อีกที ก็จะเป็นกล่องเปล่าๆที่ preset แต่งมาเรียบร้อย ตอนนี้ก็จัดได้สบายใจเลย

 

 

หลักๆน่าจะประมาณนี้ ถ้านึกออกจะมาเพิ่มให้นะคะ

 

โปรแกรม R และหลายเหตุผลคูลๆที่คุณอยากลอง

Standard

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการเขียนโปรแกรม มันคูล (และรู้ตัวว่ากากมาก เรียนทำไหร่ก็ไม่เข้าใจแม่งซักที และโค้ดคือไม่ใช่เพื่อนเรา) และคุณรู้สึกว่าอีโปรแกรมที่ใช้อยู่ทุกวันนี้บางทีมีข้อจำกัดที่หลายๆครั้งอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่า แต่คุณไม่รู้จะเริ่มจากอะไร  เราขอแนะนำให้คุณรู้จัก R Programming

r.jpg

R เป็น programming language ที่ค่อนข้างมาแรง ณ เวลานี้ ส่วนนึงเพราะว่า trend data analytics มาแรงมากๆ (เพราะนางเริ่มต้นจากการเป็นโปรแกรมแสตต) รวมถึง big data และอีกส่วนเพราะมันง่ายมาก (เชื่อเราเหอะ เราเขียนอะไรไม่ได้ซักอย่างแม้กระทั่ง html ง่าวๆๆ แต่เราเขียน r เบสิ๊ก เบสิกได้) แถมส่วนที่ดีที่สุดคือ มันฟรี และมันมี library ดีๆให้เลือกใช้ได้เกือบทุกอย่างที่ต้องการ

ความเก๋ของ R นอกจากความที่นู้ปอย่างเราจะสามารถเรียนได้ในเวลาไม่นานนัก คือมันมีพลังในการจัดการดาต้าได้อย่างเหลือเชื่อมหาศาล แทบจะเรียกได้ว่าครอบคลุมส่วนใหญ่ของการรันดาต้าทั้งหมดแล้ว (แต่นั่นแหละเจ้าของบล็อกก็ชอบ excel มากกว่า เพราะมันขี้เกียจ)

ซึ่งการใช้ R เนี่ย ส่วนใหญ่จะใช้ผ่าน R Studio (อารมณ์เหมือน r คือ html และ เราเขียนผ่าน dreamweaver อะไรประมาณนี้)  เอาเป็นว่าถ้าอยากลองเล่นก็โหลดมันสองอันแล้วก็เปิดแต่ R Studio เอาไว้ทำงานพอ

อันนี้คือสรุปมาให้คร่าวๆ ว่า R / R studio ทำอะไรได้บ้าง ทั้งหมดนี้คือเราเคยลองแตะๆ บางอันก็เยอะ บางอันก็แตะจริงๆ แต่ทุกอันล้วนมีคำตอบใน Google ทั้งนั้น what-r-can-do.JPG

  • Data Import ที่สุดของการดึงดาต้า เราว่ามันเก๋มากตรงต่อ API ไปหาอะไรก็ได้ ต่างกับพวก Tableau หรือ Excel ที่จะมีเซทแห่งความปอปปูล่าร์มาให้ (และก็ไม่มี GA / Google Analytics สุดที่รักของช้านนนน)
  • Data Manipulation ด้วยความที่โปรแกรมมันเป็นโปรแกรมแสตตมาก่อนอ่ะนะ เวลาจัดการดึง ฟิลเตอร์ หรือรวมอะไรอย่างงี้ มันเลยค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (โอเค แต่ Pivot Table ใน Excel ก็ง่ายกว่าอยู่ดี)
  • Modelling เช่นเดียวกัน เพราะเป็นแสตต จึงมีความสามารถในการรันโมเดลมากมาย เช่น regression ที่รันได้ด้วย การพิมพ์อักษรบรรทัดเดียว (ง่ายปะละ) หรือแพคเกจที่เริ่มไปทาง machine learning หน่อยๆ เช่นพวก decision tree หรือ text analytics (ภาษาอังกฤษอ่ะนะ) ก็มีหมดแล้ว และข้อดีสุดๆคืออีพวกนี้หาเรียนได้ฟรี ใน EdX
  • Data Visualization โอ้ย ประมาณหมื่นล้านคนในโลก จริงๆแล้วต้องการดาต้าไม่ได้ต้องการรันโมเดลบ้าบออะไรหรอก แค่ต้องการกราฟง่ายๆ หรือแดชบอร์ดสวยๆเอาไว้ดู และจะได้เอาไปทำงานต่อได้ ซึ่ง การทำ visualization มันน่ารำคาญมากแรกๆ แต่มันค่อนข้าง customize ทำได้ประมาณแปดหมื่นอย่าง ที่อย่างอื่นทำไม่ได้ และที่โหดกว่านั้น คือสามารถเอาไปทำเป็น interactive dashboard ได้ด้วยโค้ดสามสี่บรรทัด ซึ่งประเสริฐมากมาย (แต่นั่นแหละ ด้วยตัวมันเองก็ยังแพ้ Tableau อยู่ แต่ถ้าไปรวมตั้งแต่ข้อแรกมาแล้ว R ก็คือช้อยส์ที่ดีมากถ้าอยากทำ)

แถมขำๆ อันนี้เป็นโปรเจคที่ทำส่งอาจารย์ (ก็ไม่ขำหรอก) แต่ถ้าเอามันไปต่อมันก็พาวเวอร์ฟูลมากๆ ใครสนใจลองหลังไมค์มาได้นะครัชชช

dashboard-from-r.JPG

https://smu-visual-proj.shinyapps.io/e-commerce/