กลับบ้าน

Standard

การที่เราเกิดและโตมาในเขตบางรัก ซึ่งมันคือ 15 นาทีถึงศาลาแดง ทำให้เราเคยคิดอิจฉาเพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัด ว่าวันหยุดเค้าก็สามารถกลับไปบ้าน พักผ่อน  หนีจากความวุ่นวายไปที่บ้านได้เนอะ… ขณะที่เราก็ยังวนเวียนที่เดิมๆ ก็ยังไปกินอาฟเตอยูที่สีลมคอมเพลกซ์  ไม่ต่างอะไรกับวันทำงาน….

จนกระทั่งวันหนึ่ง เราต้องไปเรียนต่อในประเทศเกาะ แล้วก็ได้ทำงานที่นั่น แม้เราจะเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน แต่เราเข้าใจความรู้สึกของคนไปทำงานในเมืองแล้วล่ะ ทุกอย่างมันช่างแตกต่างจากบ้านของเราเหลือเกิน…

ช่วงเดือนที่ผ่านมานับว่าเป็นความพีคของเรา นอกจากจะทำงานประจำ (ที่เพิ่งเริ่มและยังปรับตัวไม่ได้) ยังจะมีงานพิเศษที่ทำส่งมาที่ไทยอยู่บ้าง ซึ่งมันยุ่งมากๆ งานมีปัญหาก็เยอะ มันเหนื่อยจนท้อ.. สิ่งเดียวที่ทำให้เราสู้คือเงินเดือนที่เยอะพอจะเหลือเก็บเท่ากับเงินเดือนที่ไทย

นอกจากเรื่องงาน..  เรื่องอื่นๆก็พังมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ที่เจ็บเข่าจากการวิ่ง  ร้อนในหนักมากจนเลือดกำเดาไหล นอนไม่พอมาจะครบเดือน เรื่องครอบครัวที่ไทยที่อาม่าป่วยเข้าโรงพยาบาล เรื่องความรักที่หมดโปรแล้วโดนอิกนอร์และทะเลาะกันวันเว้นวัน  เรื่องความดวงไม่ดีเล็กๆน้อยๆเช่น อยู่ดีๆก็มือถือจอแตก ซื้อใหม่ซะงั้น ฯลฯ  ไม่รวมถึงความพีคของการติดเกาะเช่น โรงอาหารมื้อเที่ยงที่ใกล้ที่สุดคือเดินตากแดดไปสิบนาที ราคาขั้นต่ำ 130 บาทและไม่อร่อยด้วย

ศุกร์ที่ผ่านมาเราดีใจมาก แบบ Finally, I’m coming home  อย่างน้อยก็ขอไปพักใจในเมืองที่คุ้นเคย กลับไปกอดแม่ให้หายคิดถึง กลับไปให้อาฟเตอยูเยียวยาทุกสิ่ง

ถามว่ามันยังเหนื่อยและท้อมั้ย มันก็ยังเหนื่อยและท้อ แต่การได้กลับบ้านชาร์จพลังมันทำให้เราพร้อมจะสู้ต่อไป…  และเราก็คิดถึงเพื่อนต่างจังหวัดที่เราเคยอิจฉา .. เค้าก็คงต้องผ่านจุดๆนี้ไปเช่นกัน 🙂

และเราจะสู้ไปด้วยกัน ซักวัน ฟ้าที่สดใสจะเป็นของเราอย่างแน่นอน…

DSC_0063

เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 2 : EP หรรษา

Standard

ความเดิมตอนที่แล้ว หลังจากที่ได้งานแล้วจะต้องทำสิ่งที่เรียกว่า EP หรือ Employment Pass  ซึ่งมันก็คือวีซ่าทำงานของที่สิงกาโปนั่นเอง

จริงๆเมื่อเทียบกะวีซ่าอื่นๆ หรือประเทศอื่นๆ อีพีของสิงกาโปก็นับว่าค่อนข้างดีและประเสริฐ นอกจากการที่เราจะไม่ได้สิทธิ์บางอย่างเฉกเช่นคนสิงกาโป เช่น การซื้อบ้าน HDB / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / เข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี ฯลฯ  แต่โดยรวมแล้วชีวิตเราจะโอเคมาก เช่น ภาษีถูกกว่าไทย**** (คือที่ไทยก็จ่ายไม่เยอะ แต่มานี่คือจ่ายน้อยกว่า และไม่หักรายเดือน) หรือว่า Automatic Gate ที่สนามบิน (ค่ะ ใช้ของสิงได้ค่ะ แต่ดอนเมืองไม่อ่านพาสปอตน้องค่ะ และอัพเดทอะไรไม่ได้ด้วยค่ะ)  อีวีซ่านี่ก็คีอทำได้ทุกอย่างอ่ะ สมัครอินเตอร์เนต มือถือ บัตรเครดิต ฯลฯ

ความพีคของอีบัตรอีพีนี่มีแค่อย่างเดียว คือ เราจะต้องส่งเอกสารให้บริษัท ก็พวกใบสมัคร วุฒิการศึกษา ฯลฯ แล้วเราจะต้องรอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ รอ ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะต้องรอถึงเมื่อไหร่ ส่วนนึงคือ เราไม่รู้ว่าบริษัทดองเอกสารเรา หรือว่า โดน MOM (กระทรวงแรงงาน) ดองเอกสารเรา

ความพีคกว่านั้นคือ ถ้าบางคนซวยระดับแสน ก็จะโดนดองเป็นเดือน  ด้วยความที่เศรษฐกิจที่นี่ไม่ค่อยดี (แต่ก็ยังดีกว่าเมืองไทยมากนัก) และพยายามจะให้ citizen ได้งานทำ ดังนั้นกฏของอีพีคือ การส่งเอกสาร บริษัทจะต้องบอกว่า เออ นี่อ่ะประกาศแล้วนะเว่ย แต่ไม่มีสิงกาโปเรี่ยนสมัคร หรือสมัครแล้วแต่มันไม่ได้จริงๆ ถึงต้องเอาคนต่างชาติมาทำ

โดยปกติมันก็โอเคแหละ แต่ว่าบางคนจะซวยคือ โดนเช็คว่า เหยยย ยูว์ประกาศจริงๆมั้ย แล้วไม่มีสิงกาโปเรี่ยนที่ทำได้จริงๆใช่มั้ย ก็จะติดอีพีเป็นหลายเดือนก็มี (แต่ไม่ค่อยมีคนโดนเท่าไหร่)

อย่างที่บอกอ่ะ อีเวลาในการขอนี่มันคือดวงล้วนๆ โดยปกติคือ 1 อาทิตย์ แต่ถ้าคนซวยๆ อาจจะยาวไปถึงสามเดือน หรือหกเดือนได้ (ซึ่งแม่งไม่มีเหตุผล ไม่มีบอกว่าจะนานแค่ไหน หรรษาปะล่ะ)

หลังจากที่ได้ Approved แล้ว เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า IPA (In-Principle Approval) เป็นจดหมายว่า เออๆ ยูว์ได้อีพีแล้วนะ อาจจะต้องไปตรวจสุขภาพ (หรืออาจจะไม่ต้อง) แล้วก็ส่งเอกสารไปอีกรอบ

หลังจากนั้นเราจะได้ไฟนอล Approve ก็จะต้องจอง slot ออนไลน์ ไปถ่ายรูป กับปั๊มลายนิ้วมือ เพื่อ register บัตรเรา ที่ EP Service Office ซึ่งประทับใจมากกกกกกกกก มีความไฮโซว์ พนักงานแต่งยูนิฟอร์มอย่างกะโรงแรม แถมอยู่ในเมืองตรง Clark Quay ต่างกับตอนไปทำ Student Pass (ที่รู้สึกเหมือนแรงงานอพยพ)

แล้วก็รอบัตรมา…

เอาจริงๆแม่งก็แอบหลายขั้นตอนมาก แต่ก็เหมือนวีซ่าที่อื่นอะ ก็รำพอกัน นอกจากตอนรออย่างไม่รู้ความหวังแล้วมันก็โอเค…

ความพีคจริงๆของเราเกิดขึ้นตอนที่เรารออีพี แล้วเราต้องย้ายบ้าน พอดีมีคนจะมาเช่าต่อเรา รีบไล่เราออก แต่ว่าเค้ารอ ร๊อ รออยู่ อีรูมเมทเราก็ไม่ให้อยู่ แล้วเราก็แบบ เครียดมากกกก เพราะ 1 มัดจำบ้านเราก็จะหลุด เพราะเราคอนเฟิมที่ใหม่ไปแล้ว ถ้าเราหาคนมาแทนไม่ได้ 2 อีพีมันไม่ได้ แล้วอีพีกูล่ะจะได้มั้ย   แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ อีพีเราแค่ 1 อาทิตย์เอง และได้คนมาแทนพอดี.. 🙂

เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1 : หางานกันเถอะ

Standard

เราเชื่อว่า 1 ในประเทศที่หลายๆคนอยากไปทำงาน ก็คือ “สิงคโปร์” เพราะมันใกล้บ้านกลับบ้านง่าย เงินดี เมืองมีมาตรฐาน เราก็เคยคิดแบบนั้นจริงๆ จนทำให้เราตัดสินใจมาเรียนโทที่สิงคโปร์ (ใช่ค่ะ กูมันบ้า 55) ซึ่งจริงๆแล้วถามว่าโหดมั้ย ก็โหดแหละ แต่ถามว่าโหดกว่าไทยมั้ย เราก็บอกเลยว่า ไม่ได้โหดเท่าป.ตรีเราหรอก คณะบ้าอะไรไม่รู้ โหดกันขริงๆ

แต่พอมาเรียนจริงๆ ฮือออ ไอ่ที่เรียนมันก็อยากแหละ (จาก marketing จิงเกอเบลไปวันๆ ให้มาเขียนโค้ด R โค้ด Python น้องก็ไม่ค่อยจะถนัดเท่าไหร่) แต่ที่ยากกว่าคือการปรับตัวอยู่ในเกาะที่โคตรแห้งแล้งและหาอาหารหวานยากมากกกก แห่งนี้  ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงเทพอ่ะ อะไรๆก็แบบง่ายไปหม๊ดดด อยากกินอะไรก็เดินไปซื้อ ขี้เกียจเดินก็นั่งแว้นซ์ อยากนวดก็ไปนวด ช้อปปิ้งก็ถูกโคตร ขนมหวานมีเป็นหมื่นแสนสิ่ง

แล้วขอด่ารอบที่แสน คืออีประเทศนี้เป็นประเทศที่ efficient จนน่ารำคาญมาก (และบางทีความสวยงามก็เหลืออยู่แต่ใน museum) เช่น เอมอาทีอยู่ใต้ดิน แต่แทนที่จะทำทางขึ้นสองข้างถนน ทำแค่ข้างเดียว แล้วถ้าคุณอยากจะข้ามไปอีกฝั่ง ขอเชิญพบกับ… สะพานลอย !! (ร้องเหี้ยหนักมาก ทำไมมึงไม่ทำอุโมงค์โผล่มาอีกข้างวะคะ) แต่นั่นแหละค่ะ อยู่ไปอยู่มามันก็อยู่ง่ายดี ทุกอย่าง expected ได้ (เช่นไปสนามบินก็เผื่อเวลาแค่ ชม.เดียวพอ ไรงี้) แต่ก็น่าเบื่อเหี้ยๆ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ต้องนั่งเค้นสมองสุดๆ ว่ากูจะไปไหนดี เช่น กลับกรุง(เทพฯ) ไปอินโด ไปตีแบต ไปเล่นมวย ไปโยคะ ฯลฯ เพราะคนแม่งจะเยอะในทุกที่ – -”

แต่ก็นั่นแหละ ถึงเกลียดบ้างด่าไปงั้น แต่ก็ยังอยากลองทำงาน ขายวิญญาณที่นี่ดูซักครั้ง แลกกับเงินแสน มันก็ช่างหอมหวานเย้ายวนยิ่งนัก ก็เลยอยากลองหางานดู …

เพื่อนเรา (ทั้งที่เรียนด้วย และ เพื่อนที่ไทย) หลายคนอาจจะคิดว่าชั้นเก่ง ชั้นถึงได้งานที่นี่ แต่พูดเลยว่ากว่าชั้นจะได้นั้น น้ำตาจะไหล ท้อมาก เหนื่อยมาก กรีดร้องโวยวายใส่แฟนและเพื่อนประมาณหมื่นแสนล้านครั้ง เราใช้เวลาหางานทั้งหมด 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่หลังตรุษจีน สมัครทุกเว็บตั้งแต่ LinkedIn หน้าด้านฝากอาจารย์ ฝากรุ่นน้องยื่นเรซูเม่ สมัครผ่านเว็บมหาลัย ฯลฯ เอาเฉพาะใน LinkedIn (ที่กด Apply) เราสมัครไปทั้งหมด 92 Jobs ไม่รวมเว็บอื่นๆที่สมัครข้างนอกอีกนะ .. เราว่าน่าจะถึง 150

linkedin

ซึ่งทั้งหมดนี่ ต้องบอกว่า เรามีประสบการณ์ที่ไทย เรียนโทที่นี่และ GPA อยู่ในขั้นสวย ฝึกงานที่รัฐวิสาหกิจที่ทุกคนรู้จักที่นี่ในฐานะ Data Analytics Intern แต่ก็กระนั้นแล้ว ด้วยความเป็นกระเหรี่ยงอะ เราได้สัมภาษณ์แค่ 4 ที่เท่านั้น (จาก 100+ ที่สมัครไป)  มันพีคขนาดที่ว่าที่สุดท้ายที่เราไปสัมภาษณ์ เราถึงกับบอกเพื่อนว่า แกๆ เราว่าเราพยายามทุกอย่างแล้ว เราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้วใน 80% ของเราอ่ะ ตอนนี้ก็เหลือ 20% ดวงแล้วล่ะ แกพาเราไปไหว้เจ้าหน่อย 5555  แล้วก็ไปไหว้จริงๆ

พอไหว้เสร็จวันรุ่งขึ้นได้อีเมล์ที่สนามบินภูเก็ตตอนรอขุ่นแม่มาจากกรุงเทพว่า “คุณได้ Offer แล้ว” เวลานั้นคืออยากจะกรี้ดแล้ววิ่งรอบสนามบิน แต่ก็ยังมียางอายอยู่เลยแค่โทรไปกรี้ดเบาๆกับเพื่อนนับหมื่น ซึ่งบอกเลยว่าดีใจมาก ในที่สุดความพยายามเราตลอดสี่เดือนก็ออกผลแล้วจ้าาา เราเลยอยากจะบอกใครก็ตามที่หางานและอยากจะมาขายวิญญาณบ้างว่า “อดทน และพยายามหน่อยนะ ถ้าไม่ยอมแพ้มันก็ได้เอง”

Business Model Canvas คืออะไร?

Standard

หลายๆคนอาจจะพูดถึง start-up และอยากทำ start-up แต่ก่อนที่เราจะเริ่มธุรกิจอะไรซักอย่าง เราควรจะวางแผนก่อน นอกจากโมเดลดั้งเดิม เช่น SWOT, PESTEL ฯลฯ แล้ว เราว่าอันนี้มันน่าสนใจมากเลย มันเรียกว่า Business Model Canvas โดย Alex Osterwalder

business-model-canvas.jpg

หลักๆคือมันเป็นการวาดออกมา ว่าไอ่ธุรกิจที่เราจะทำเนี่ย มันทำเงินได้ยังไง มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วทำไมลูกค้าถึงซื้อ ซื้อยังไง ในอีกทางหนึ่งไอ่ที่เราขายจะมาจากไหน มายังไง? ฯลฯ ซึ่งการวาดออกมาจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมมากๆ

ลองไปดูรายละเอียดในวีดีโอ

วีดีโอแบบยาวกว่าหน่อย

วีดีโอแบบยาวมาก (เผื่อใครว่างและนอนไม่หลับ)

หน้ากากทุเรียน (สิงคโปร์)

Standard

ต้องย้อนกลับไปสี่ปีที่แล้ว ขณะที่ยังเป็นนักศึกษามหาลัยปี 4 ใสใสไร้สติ ก็จองตั๋วมาเที่ยวกับเพื่อนม.ปลาย เราตกลงกันว่า “มึง กูว่าประเทศนี้อีกสิบปีเราค่อยมาใหม่เนอะ มันไม่มีเหี้ยไรเลยอะ”.. (และเราก็เกลียดมันมากด้วย…) แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา ให้เราได้มาเรียนโทที่นี่ซะงั้น

หลายๆคนก็คงได้ยินเราบ่นเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับการมาต่อโทที่สิงคโปร์…  ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้าง “emotional” และ มี context ค่อนข้างสูง (ซึ่งเรียกสั้นๆภาษาไทยว่า “เยอะสัส”) ดังนั้นการที่มาอยู่ในประเทศที่มัน very functional สุดๆ นี่มันก็ค่อนข้างลำบากใจเหมือนกัน…. ทั้งเหงา ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด บลาบลาบลา ถึงกับมีจุดที่นั่งเครื่องถึงสิงปุ๊บ จองตั๋วกลับกรุงเทพทันที และไปโวยวายดาวน์หนักมากใส่เพื่อนคนสิงคโปร์ว่า “ชั้นเกลียดประเทศนี้” (เชื่อเหอะ มันพีคมากสำหรับเรา)…

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนชาวสิงคโปร์ และ ได้มีโอกาสลองทุเรียนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก…

ตั้งแต่มาอยู่สิง เราก็เคยได้ยินคนบอกหลายครั้งว่า ทุเรียนสิงมันปลาร้า มันนิ่มๆ บลาบลา เลยไม่เคยกินซักที จนกระทั่งวันนี้ได้ลองกินดู เฮ้ยยย คือมันดีย์ มันนิ่มก็จริง แต่มันไม่ฉุนปลาร้าเลย มันอร่อย มันหอมมมม มันฟินพอๆกะทุเรียนไทยเลยเว่ยยย

มันก็เหมือนหลายๆอย่างในการใช้ชีวิตที่สิงนั่นแหละ บางครั้งด้วยอคติ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราพาลไม่ชอบ หรือไม่กล้าลอง ปิดกั้นตัวเองไปซะแล้ว หรืออย่างคนสิงที่เราคิดว่าเค้าไร้หัวใจ จริงๆแล้วเค้าแค่ไม่ได้แสดงออกมา เป็นเจอครอบครัวเค้าก็เหมือนครอบครัวคนไทยแหละ มีเรียกกินข้าว เรียกกินน้ำ ฯลฯ

ซึ่งพอได้ลองเปิดใจจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนิหว่า 🙂
durian

ปล. อีทุเรียนนี่ไม่ถูกนะคะ… สองลูก(เล็กมากๆ) 2500 ค่ะ

Confession of a workaholic

Standard

(ตาม title นะคะ อันนี้เป็นบทบ่นๆของเราเอง ข้ามๆไปได้)

คือตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเราเป็น workaholic แต่หลังๆก็รู้ตัวนะ…คือต่อให้บ่นว่าเหนื่อย งานยุ่ง งานเยอะ แต่เชื่อมั้ยว่าเราชอบตัวเองเวลายุ่งๆมากกว่าเวลาว่างๆอีก เวลาทำงานที่เรารัก เรามีความสุขมาก เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย เราสามารถเขียนรีพอทตอนเที่ยงคืนถึงตีสีแล้วมีความรู้สึก high มากกกก เวลาเขียนรีพอท (ซึ่งมันทำร้ายสุขภาพมาก)

ทีนี้ปกติเราก็จะหมุนๆชีวิตจัดการตัวเองได้ตลอด ทีนี้หลายๆเรื่องล่ะ แบบทั้งโตขึ้น ร่างกายพัง ฯลฯ ก็มีคนมาบอกเรา “Slowwww Down ใจเย็นๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องเร่งทุกอย่าง” เออ ซึ่งมันก็จริงนะเว่ย แต่แกเข้าใจป่ะ เราทำงานแบบหมุนๆมาตลอด มันก็ยากนะเว่ย เช่น ให้เราไปทำงานราชการ เราบอกเลยว่าเราทำไม่ได้จริงๆ อกแตกตายก่อนแน่ๆ

แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด เราว่าเราค่อนข้าง work hard, play hard  หลายคนจะรู้ว่าถ้าเรามีโปรเจคจะต้องทำ เราจะทำตะบี้ตะบันมาก ยังไงก็เสร็จ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำเสร็จแล้ว เราจะไปเที่ยว (และมั่นใจว่าไม่มีใครกระทบในช่วงที่เราไม่อยู่) ไม่ค่อยมีใครจะตามงานเราได้ตอนเที่ยวหรอก เพราะเราจะทิ้งคอมไว้ ไม่เอาคอมไป หรือเวลากลับบ้านแต่ละที ก็จะใช้เวลากับป๊าม๊า กับเพื่อน งานไม่ได้แตะเลยข่า

กลับมาที่ความ slow down หรือมันจะเป็น life stage? ที่คนเราจะต้องผ่านไป พอเราผ่านช่วงดีดๆมาแล้ว เราอาจจะต้องการการช้าลง?  หรือว่าแค่มันเป็นช่วงที่เราเหนื่อย ต้องการการพักแล้วค่อยกลับไปสู้กับมันต่อ?

ทำไมมาร์เกทติ้งอย่างเราถึงเรียนเขียนโปรแกรม

Standard

เราเป็นเด็กสายศิลป์คำนวน ที่โคตรจะมีความศิลป์มากกกก เกลียดเลข (โอ้ยย คือไร เมทริกซ์ เวกเตอร์ ตรีโกณ มึงฆ่ากูเหอะ – และถามดิหนีพ้นมั้ย ยังหลอกหลอนถึงทุกวันนี้) ไม่ต้องพูดถึง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ นี่ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิสเดียววววว ดังนั้นตอนเข้ามหาลัยอ่ะ เราก็ตัดคณะพวกคอมๆทั้งหลายออกไปได้เลย (แม้มีคนเชียร์บ้างประปรายด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่มันไม่ใช่จริงๆ) ก็เรียนมาร์เก็ทติ้งมา ลั่นล้าไปวันๆ ทำ Powerpoint เป็นอาชีพหลัก ทะเลาะกับ excel (พ่อทุกสถาบัน) เป็นอาชีพเสริม จนวันหนึ่งจับพลัดจับพลูมาเรียน business analytics แล้วก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋ออออ มันคือโคตรดีย์ เราสามารถขี้เกียจได้มากกว่าเดิม หึหึ

มันไม่ได้ต้องการความรู้แบบวิทย์ๆ เลขๆ บ้าบอคอแตกใดๆทั้งสิ้น มันมีแค่โลจิกง่ายๆ ถ้าบวกเลข แก้สมการป.ห้าได้ ก็เขียนได้แหละว้า (เชื่อเราเหอะ เราอ่อนแอโค้ดมาก) แต่มันช่วยเราได้มากมาย ถ้าใครว่างๆอยากให้ลองหัดเขียนดูขำๆ

1.มันช่วยให้เรากระดิกมือน้อยลง

คือเพื่อนๆที่รู้จักเราจะรู้ว่าเราโคตรเป็นคนช้อตคัท แบบบางทีทำตรงๆไปก็เสร็จแล้ว แต่เราไม่! เราจะนั่งคิดหาทางที่ทำให้เรากระดิกมือได้น้อยที่สุด (ที่สุดจริงๆ)  เช่น บางงานเราเลือกที่จะดึงไปลงเอ็กเซล เพราะว่ามันจะได้คำนวนให้เราได้ หรือกด macro ได้เลย

2. ช่วยเราทำรีพอร์ตรายเดือน

เหยแกกก มันก็ต้องทำรีพอร์ททุกเดือนอะไรก็ว่าไปใช่มะ ทีนี้มันก็ต้องทำเหมือนเดิมทุกเดือนอ่ะ ทำไมเราไม่ให้คอมมันทำให้เราล่ะ ป้อนมันไป ปึ้ดดดด ดึงทุกอย่างที่เราต้องรู้ออกมาเป็นตาราง กระดิกนิ้วสองที ทำกราฟ แปะพาวเว้อพ้อยสวยๆข่า (และไม่ต้องไปจับดาต้ารุงรังอีกตลอดกาลจนกว่าจะเปลี่ยนฟอร์แมท)

โอเค เอ็กเซลมันก็ทำได้เว่ย แต่ถ้าเราจะแก้สูตร หรือจะทำสูตรซ้ำๆมันก็ต้องไปทำมาโคร ก็คือโค้ดอยู่ดีแหละเทอว์

3. ช่วยเราดึงดาต้า

สมมุติเราอยากรู้ว่า ในเฟสเรานี่อ่ะ มีคนมาด่าเรา หรือชมเรามากกว่ากัน ด่าเรื่องอะไร ยังไงเอ๊ะ (และทวิตเตอร์) แทนที่เราจะไปนั่งอ่านทีละอัน หรือนั่งแคปสกรีนไปส่งนาย (เชื่อเราเถอะ มีคนทำจริงๆ) เราก็สามารถกระดิกนิ้วสองที (อีกแล้ว!) ดึงจากเฟสมาเลยสิจ๊ะ นะจ๊ะ

4. ช่วยเราทำอะไรก็ได้!

ความดีงามของโค้ดคือ แทบทุกวันนี้มันมีโค้ดในเน็ต (ที่เราแทบไม่ต้องเขียนเองด้วยซ้ำ แต่ต้องแก้ให้มันใช้กับเราได้ – -) ที่สามารถทำได้เกือบทุกอย่างในโลกใบนี้ ตั้งเวลาเปิดไฟ แอบดูว่ามีใครเข้าห้องเรา แปลภาษา อ่านภาษา ดึงข้อมูล บลา บลา บลา ซึ่งทั้งหมดนี้ เราแค่ต้องหาโค้ดที่ถูกต้องและปรับใช้ให้ถูกกับงานเรา

เริ่มสนใจละอะดิ๊ ลองไปอ่านโพสเก่าที่เราลองขายโปรแกรม R ไว้ได้ ภาษาที่ง่ายๆสำหรับคนเริ่มก็มี R กับ Python นี่แหละ (ที่เราก็เขียนเป็นแค่สองอันนี้) แต่ว่าถ้าทำดาต้า R ง่ายกว่านะสำหรับเรา