เมื่อฉันไปขายวิญญาณที่สิงคโปร์ ตอนที่ 1 : หางานกันเถอะ

Standard

เราเชื่อว่า 1 ในประเทศที่หลายๆคนอยากไปทำงาน ก็คือ “สิงคโปร์” เพราะมันใกล้บ้านกลับบ้านง่าย เงินดี เมืองมีมาตรฐาน เราก็เคยคิดแบบนั้นจริงๆ จนทำให้เราตัดสินใจมาเรียนโทที่สิงคโปร์ (ใช่ค่ะ กูมันบ้า 55) ซึ่งจริงๆแล้วถามว่าโหดมั้ย ก็โหดแหละ แต่ถามว่าโหดกว่าไทยมั้ย เราก็บอกเลยว่า ไม่ได้โหดเท่าป.ตรีเราหรอก คณะบ้าอะไรไม่รู้ โหดกันขริงๆ

แต่พอมาเรียนจริงๆ ฮือออ ไอ่ที่เรียนมันก็อยากแหละ (จาก marketing จิงเกอเบลไปวันๆ ให้มาเขียนโค้ด R โค้ด Python น้องก็ไม่ค่อยจะถนัดเท่าไหร่) แต่ที่ยากกว่าคือการปรับตัวอยู่ในเกาะที่โคตรแห้งแล้งและหาอาหารหวานยากมากกกก แห่งนี้  ด้วยความที่เราเป็นคนกรุงเทพอ่ะ อะไรๆก็แบบง่ายไปหม๊ดดด อยากกินอะไรก็เดินไปซื้อ ขี้เกียจเดินก็นั่งแว้นซ์ อยากนวดก็ไปนวด ช้อปปิ้งก็ถูกโคตร ขนมหวานมีเป็นหมื่นแสนสิ่ง

แล้วขอด่ารอบที่แสน คืออีประเทศนี้เป็นประเทศที่ efficient จนน่ารำคาญมาก (และบางทีความสวยงามก็เหลืออยู่แต่ใน museum) เช่น เอมอาทีอยู่ใต้ดิน แต่แทนที่จะทำทางขึ้นสองข้างถนน ทำแค่ข้างเดียว แล้วถ้าคุณอยากจะข้ามไปอีกฝั่ง ขอเชิญพบกับ… สะพานลอย !! (ร้องเหี้ยหนักมาก ทำไมมึงไม่ทำอุโมงค์โผล่มาอีกข้างวะคะ) แต่นั่นแหละค่ะ อยู่ไปอยู่มามันก็อยู่ง่ายดี ทุกอย่าง expected ได้ (เช่นไปสนามบินก็เผื่อเวลาแค่ ชม.เดียวพอ ไรงี้) แต่ก็น่าเบื่อเหี้ยๆ ทุกวันเสาร์อาทิตย์ต้องนั่งเค้นสมองสุดๆ ว่ากูจะไปไหนดี เช่น กลับกรุง(เทพฯ) ไปอินโด ไปตีแบต ไปเล่นมวย ไปโยคะ ฯลฯ เพราะคนแม่งจะเยอะในทุกที่ – -”

แต่ก็นั่นแหละ ถึงเกลียดบ้างด่าไปงั้น แต่ก็ยังอยากลองทำงาน ขายวิญญาณที่นี่ดูซักครั้ง แลกกับเงินแสน มันก็ช่างหอมหวานเย้ายวนยิ่งนัก ก็เลยอยากลองหางานดู …

เพื่อนเรา (ทั้งที่เรียนด้วย และ เพื่อนที่ไทย) หลายคนอาจจะคิดว่าชั้นเก่ง ชั้นถึงได้งานที่นี่ แต่พูดเลยว่ากว่าชั้นจะได้นั้น น้ำตาจะไหล ท้อมาก เหนื่อยมาก กรีดร้องโวยวายใส่แฟนและเพื่อนประมาณหมื่นแสนล้านครั้ง เราใช้เวลาหางานทั้งหมด 4 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่หลังตรุษจีน สมัครทุกเว็บตั้งแต่ LinkedIn หน้าด้านฝากอาจารย์ ฝากรุ่นน้องยื่นเรซูเม่ สมัครผ่านเว็บมหาลัย ฯลฯ เอาเฉพาะใน LinkedIn (ที่กด Apply) เราสมัครไปทั้งหมด 92 Jobs ไม่รวมเว็บอื่นๆที่สมัครข้างนอกอีกนะ .. เราว่าน่าจะถึง 150

linkedin

ซึ่งทั้งหมดนี่ ต้องบอกว่า เรามีประสบการณ์ที่ไทย เรียนโทที่นี่และ GPA อยู่ในขั้นสวย ฝึกงานที่รัฐวิสาหกิจที่ทุกคนรู้จักที่นี่ในฐานะ Data Analytics Intern แต่ก็กระนั้นแล้ว ด้วยความเป็นกระเหรี่ยงอะ เราได้สัมภาษณ์แค่ 4 ที่เท่านั้น (จาก 100+ ที่สมัครไป)  มันพีคขนาดที่ว่าที่สุดท้ายที่เราไปสัมภาษณ์ เราถึงกับบอกเพื่อนว่า แกๆ เราว่าเราพยายามทุกอย่างแล้ว เราทำดีที่สุดเท่าที่เราทำได้แล้วใน 80% ของเราอ่ะ ตอนนี้ก็เหลือ 20% ดวงแล้วล่ะ แกพาเราไปไหว้เจ้าหน่อย 5555  แล้วก็ไปไหว้จริงๆ

พอไหว้เสร็จวันรุ่งขึ้นได้อีเมล์ที่สนามบินภูเก็ตตอนรอขุ่นแม่มาจากกรุงเทพว่า “คุณได้ Offer แล้ว” เวลานั้นคืออยากจะกรี้ดแล้ววิ่งรอบสนามบิน แต่ก็ยังมียางอายอยู่เลยแค่โทรไปกรี้ดเบาๆกับเพื่อนนับหมื่น ซึ่งบอกเลยว่าดีใจมาก ในที่สุดความพยายามเราตลอดสี่เดือนก็ออกผลแล้วจ้าาา เราเลยอยากจะบอกใครก็ตามที่หางานและอยากจะมาขายวิญญาณบ้างว่า “อดทน และพยายามหน่อยนะ ถ้าไม่ยอมแพ้มันก็ได้เอง”

หน้ากากทุเรียน (สิงคโปร์)

Standard

ต้องย้อนกลับไปสี่ปีที่แล้ว ขณะที่ยังเป็นนักศึกษามหาลัยปี 4 ใสใสไร้สติ ก็จองตั๋วมาเที่ยวกับเพื่อนม.ปลาย เราตกลงกันว่า “มึง กูว่าประเทศนี้อีกสิบปีเราค่อยมาใหม่เนอะ มันไม่มีเหี้ยไรเลยอะ”.. (และเราก็เกลียดมันมากด้วย…) แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา ให้เราได้มาเรียนโทที่นี่ซะงั้น

หลายๆคนก็คงได้ยินเราบ่นเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับการมาต่อโทที่สิงคโปร์…  ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้าง “emotional” และ มี context ค่อนข้างสูง (ซึ่งเรียกสั้นๆภาษาไทยว่า “เยอะสัส”) ดังนั้นการที่มาอยู่ในประเทศที่มัน very functional สุดๆ นี่มันก็ค่อนข้างลำบากใจเหมือนกัน…. ทั้งเหงา ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด บลาบลาบลา ถึงกับมีจุดที่นั่งเครื่องถึงสิงปุ๊บ จองตั๋วกลับกรุงเทพทันที และไปโวยวายดาวน์หนักมากใส่เพื่อนคนสิงคโปร์ว่า “ชั้นเกลียดประเทศนี้” (เชื่อเหอะ มันพีคมากสำหรับเรา)…

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนชาวสิงคโปร์ และ ได้มีโอกาสลองทุเรียนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก…

ตั้งแต่มาอยู่สิง เราก็เคยได้ยินคนบอกหลายครั้งว่า ทุเรียนสิงมันปลาร้า มันนิ่มๆ บลาบลา เลยไม่เคยกินซักที จนกระทั่งวันนี้ได้ลองกินดู เฮ้ยยย คือมันดีย์ มันนิ่มก็จริง แต่มันไม่ฉุนปลาร้าเลย มันอร่อย มันหอมมมม มันฟินพอๆกะทุเรียนไทยเลยเว่ยยย

มันก็เหมือนหลายๆอย่างในการใช้ชีวิตที่สิงนั่นแหละ บางครั้งด้วยอคติ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราพาลไม่ชอบ หรือไม่กล้าลอง ปิดกั้นตัวเองไปซะแล้ว หรืออย่างคนสิงที่เราคิดว่าเค้าไร้หัวใจ จริงๆแล้วเค้าแค่ไม่ได้แสดงออกมา เป็นเจอครอบครัวเค้าก็เหมือนครอบครัวคนไทยแหละ มีเรียกกินข้าว เรียกกินน้ำ ฯลฯ

ซึ่งพอได้ลองเปิดใจจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนิหว่า 🙂
durian

ปล. อีทุเรียนนี่ไม่ถูกนะคะ… สองลูก(เล็กมากๆ) 2500 ค่ะ