Marketing 4. 0

Standard

วันก่อนค่ะ อ.มาเก็ตติ้งส่งเกรดมาพร้อมกับเลิฟโน้ตค่ะ พร้อมกับบอกว่า ฮัลโหลๆ ท่านพ่อทุกสถาบัน Phillip Kotler ได้ออกหนังสือเล่มใหม่ คือ marketing 4.0   หน้าตาก็ประมาณนี้

marketing4.0.jpg
(พอดีเราซื้อ Amazon Kindle มาประมาณ 360 บาท ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉบับหนังสือเล่มๆ เค้าขายกันเท่าไหร่) คือมันก็แพงอ่ะนะ จากที่อ่านไป เราคิดว่ามันคือ “Extended Version ของ Marketing Management Textbook” คือจากคอนเซปเดิมๆ STP หรือ 4Ps ก็จะกลายเป็นว่า แทนที่บริษัทจะจัดคนเป็น Segmentation มันอาจจะกลายเป็น community แทน หรือ Product เดิมๆ ที่บริษัทออกแบบ จะกลายมาเป็น Co-creation ระหว่าง User และ Company แทน
แต่นอกจาก Extend concept เดิมๆแล้ว เราว่าเรื่องที่น่าสนใจก็มีประมาณนี้
1) เน้นย้ำความสำคัญของ Digital Media และ Interaction ของผู้บริโภคมากขึ้น
2) จาก AIDA (Awareness, Interest, Desire, Action) เป็น 5A แทน คือ Aware > Appeal > Ask > Act > Advocate
2) แนะนำ 2 metric ใหม่ ได้แก่ PAR (Purchase Action Ratio) และ BAR (Brand Advocacy Ratio) (จริงๆคอนเซปก็คือ Conversion rate และ % ว่าคุณจะเรคคอมเมนแบรนด์นี้หรือไม่?) และเทคนิคที่คุณควรจะใช้ เพื่อเพิ่มคะแนนเหล่านี้
3) Funnel  ไม่ใช่ Funnel อีกต่อไป แต่จะมี 4 รูปแบบหลักๆ ตาม 5A (ในข้อแรก) คือ Door Knob, Goldfish, Trumpet, และ Funnel (ความคอดของรูปแบบอาจจะไม่เหมือนกัน) ตามแต่ Industry โดยสังเกตได้จากค่า BAR
funnel.JPG
(รูปภาพจากหนังสือ Marketing 4.0)
4)  แต่ทั้งนี้แล้วจริงๆเราอยากได้แบบที่ 5 คือ “Bow Tie” มากกว่า (คือคอดตรง Ask)
5) และก็กลับไปย้ำความสำคัญของดิจิตอล เช่น Social Listening, Content marketing , Omnichannel ฯลฯ ที่อาจจะไม่ใหม่สำหรับคนทำโลกออนไลน์ แต่สำหรับคนทำออฟไลน์ หรือคนที่ยังคิดว่าออฟไลน์กับออนไลน์แยกกัน ควรอ่านค่า
สรุป ซื้อเหอะ เอามาประดับบารมีคู่กับ Marketing Management

Super Bowl แหล่งรวมโฆษณาชั้นยอดของอเมริกา

Standard

ทุกๆปี วงการโฆษณาและการตลาดจะมีการแชร์โฆษณาโคตรเจ๋ง  ที่ฉายในรายการ superbowl ซึ่งเป็นการแข่งขัน American Football แห่งชาติของอเมริกา และก็เป็นช่วงเวลาที่ค่าโฆษณาแพงสุดด้วย

อันที่ชอบมากๆสำหรับเราคือสองอันนี้ (แนะนำให้ดูคลิปก่อนจะได้ไม่สปอย)

image

AXE -โฆษณา ที่เล่นกับการเล่าเรื่อง และการค้นหาตัวตนได้อย่างดี หลายคนชอบพูดว่า เออ เราไม่ต้องการ xx หรอกในเมื่อเรามี yy แล้ว ซึ่ง axe ก็เอาตรงนั้นมาเล่น แล้วบอกว่า ให้คุณหา yy ของคุณสิ

image

Mini – โฆษณารถ ที่ไม่มีรถ ไม่มีผู้ชาย (ซึ่ง 99%  ของโฆษณารถต้องมีรถ และส่วนใหญ่แล้วก็เน้นเอาผู้ชายเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะผู้ชายบ้ารถกว่าผู้หญิง)  ชอบมากกกกกกก เพราะรถมินิ มันเลยจุด functional ไปแล้ว และเน้นขาย emotional ซึ่งเค้าทำได้ดีมากกกกกกกกก สื่อภาพ brand image ได้โคตรชัดดด

Mini

ฺBrand Identity Prism

Link

วันก่อนเห็นเพื่อนแชร์มาใน Facebook เรื่องของ Brand Identity Prism ซึ่งเราว่ามันก็เป็นตัวนึงที่สามารถเอามาใช้ได้ ในการสร้างแบรนด์ หรือวิเคราะห์แบรนด์

 

โดยไอ่ Brand Identity Prism นี้ จะมาจากทั้งที่แบรนด์มองตัวเอง (picture of sender / constructed source) และภาพที่คนอื่นมองแบรนด์ (picture of receiver / constructed receiver)  รวมถึงเป็นทั้ง สิ่งที่จับต้องได้จริงๆ และ ภาพลักษณ์ต่างๆ โดยประกอบด้วย 6 ส่วนหลักๆได้แก่

Brand Identity Prism - Nike

1 Physique รูปร่างลักษณะของแบรนด์ เป็นสิ่งที่คนนึกออกเมื่อนึกถึงแบรนด์นี้ เช่น อย่างของไนกี้ก็คือ โลโก้ของไนกี้เอง และ สโลแกน “Just Do It”

2 Personality บุคคลิกภาพ ลักษณะของแบรนด์ ที่อาจจะสื่อมาทั้ง ad copy, design หรือ พรีเซ็นเตอร์ ฯลฯ เช่น อย่างของไนกี้ก็คือเป็นนักกีฬา มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง

3 Culture คืออีแบรนด์เนี้ย มี culture แบบไหน เช่น เป็น ไนกี้เป็นแบบ american  สปอร์ตหน่อยๆ และเน้นแข็งแรง

4 Relationship คือแบรนด์เนี้ย ให้อะไรกับลูกค้า เช่น ไนกี้ ให้ความสบายในการวิ่ง และให้แรงกระตุ้นว่ามึงไปวิ่งซะ

 

5 Reflection (of consumer) ว่า ถ้าให้คิดว่าลูกค้าแบรนด์นี้ควรจะเป็นใคร อย่างของไนกี้ก็เป็นคนที่มีพลังงานเหลือเฟือ อาจจะ aggressive นิดๆ ยังเป็นวัยรุ่น และ เลือกแบรนด์

6 Self-Image คือแบรนด์มองว่าตัวเองเป็นใคร เช่นของไนกี้ก็คือ ฉันเท่ ฉันเป็นนักกีฬา และชั้นเป็นคนที่เลือกแบรนด์นะจ๊ะ

ลองมาดูตัวอย่างแบรนด์อื่นๆที่เราน่าจะรู้จักกัน

This slideshow requires JavaScript.

คลิ๊กดู >> ที่มาของรูป
คลิ๊กดู >> คำอธิบายแบบโคตรละเอียด

ขอ disclaimer แปป ว่า การจะทำโมเดลใดๆไปใช้ ขอให้พังตระหนักว่านี่เป็นเพียง 1 ในหลายร้อยโมเดลที่มีคนคิดออกมา มันอาจจะใช้กับแบรนด์ของคุณได้โค่ดเวิร์ค หรืออาจจะไม่เวิร์คเลยก็ได้