เปลี่ยนแล้วรวย! Holy Vision

Standard

มันเป็นคลิปที่เราเห็นแล้วร้อง โอ้ว มายก้อดดดดดดดดดดด

อ่ะ มาดูทีเซอร์กันก่อนนนนนน

อันบนเป็นแค่น้ำจิ้ม อันล่างนี่มันเจ๋งโค่ดๆ

เป็นการอธิบาย “Trend” และ “Insight” ได้ชัดสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ระดับแปด รวมถึงเอาศัพท์ยากๆ เช่น consumer insight และ point of purchase มาพูดให้เป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆได้ที่สุด

แต่ช้อตที่โดนที่สุด คือการที่เค้าถามซัก (หรือที่ภาษารีเสิชเก๋ๆเรียกว่า probe) หนุ่มแบงค์ว่า ทำไมถึงไม่เข้าไป  ซึ่งเวลาเราทำรีเสิช ก็ต้องสำเหนียกไว้ในสมองส่วนใน ว่า “เฮ้ย จริงๆแล้วไอ่ที่เค้าพูดมาอาจจะไม่ใช่ insight จริงๆก็ได้” หรือ “ไอ่ที่เค้าไม่พูด เพราะเค้าคิดอะไรอยู่หรือเปล่า”

อีกช้อตที่เราชอบมากกกกกกกก คือช้อตที่แกไปเดินตลาดอ่ะ จุดเริ่มต้นที่เราชอบมาร์เกทติ้งมากๆ คือเราค้นพบว่า เราชอบไปเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ท หรือห้างพารากอน ชอบมากกกกก ชอบไปดูของที่เค้าขาย และชอบไปดูเวลาคนซื้อ กลับมาที่วีดีโอนี้ มันใช่มากๆ กับการเดินไปหา Insight กับที่คนเค้าใช้จริงๆ (หรืออย่างรีเสิชเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า Ethnography หรือไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านเพื่อศึกษาชีวิตชาวบ้าน)

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นอกจากจะไปหาถูกที่แล้ว คนที่ไปหา “มองเห็น” Insight จริงๆนั้นหรือเปล่า หรือว่าแค่มองเห็นข้างนอก

กรุณาตามตอนต่อไปได้ที่นี้ (เผื่อแอดมินขี้เกียจโพส)

Marketing Research คืออะไร

Standard

ถ้าใครที่เรียน Marketing แล้วเคยเรียนวิชา Marketing Research แล้ว คงรู้สึกว่า “เชี่ยแม่งงงงง ทั้งยาก ทั้งงง ทั้งน่าเบื่อ” (หรือเราเป็นคนเดียววะ) แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เราเรียนจบแล้วกลับได้ทำงานที่แรกในบริษัท Marketing Research แห่งหนึ่งย่านสีลม

คือมันยากมากนะเว่ย กะการอธิบายป๊าม๊า อาเหล่าซิ่ม อากิ๋ม อากู๋ ทั้งหลายว่า

“ทำงานวิจัยตลาดค่ะ”

คือสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ “อ๋อ พวกที่แจกแบบสอบถามตามห้าง น่ะหรอ”
survey

เอ่อออ คือใช่ก็ใช่แหละ แต่มันมีเยอะกว่านั้นนะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนยืนแจกด้วย

 

ไม่ๆ เราไม่ได้เป็น

“ป้าแก่ๆ หน้าตาคงแก่เรียน ใส่แว่นหนาเตอะ เปิดหนังสือหาข้อมูล”

หรือ

แล้วจริงๆเราทำอะไรล่ะ

“เราก็คอยศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะทำทั้ง Survey อย่างที่ทุกคนคิด ทำ Focus Group ทำ In-Depth Interview ทำ Online Survey / Online Community หรือ Accompanied Shopping”  (เอาภาษามนุษย์กรุณาอ่านด้านล่าง)

Survey > ก็แบบสอบถามทั่วไปนั่นแหละ มีหลายแบบหลายสไตล์ ทั้งสั้นๆ ทั้งยาวเป็นชั่วโมง ให้เค้าตอบเอง หาคนมาช่วยถาม ใช้กระดาษ ใช้ Tablet ใช้คอม เยอะแยะไปหมด

Focus Group > หาคนมาซักกลุ่มนึง (ปกติ 8 คน แต่บางงานก็ชอบ 6 คน) มานั่งคุยกัน โดยที่มีคนทำคือ Moderator ก็จะถามคำถามๆๆ แล้วให้คนกลุ่มนี้ตอบ โดยคนกลุ่มนี้ก็จะเป็น consumer ของเรานั่นเอง

In-Depth Interview > เหมือน Focus Group แต่ทำ ตัวต่อตัว

Online Survey > เหมือน Survey แต่ทำออนไลน์ เหมือนจะง่าย แต่ยากกว่าเยอะะะะ เพราะถามยาวไม่ได้เดี๋ยวคนหนี

Online Community > เหมือน Focus Group แต่ทำออนไลน์ ลองนึกสภาพกระทู้พันทิป ประมาณนั้นแหละ (แต่ที่ทำเป็นแบบเว็บปิด เข้าได้เฉพาะคนที่ตรงกับเกณฑ์)

Accompanied Shopping > แอบตามไปช้อปปิ้ง ดูว่าตอนอยู่ในร้าน ซื้อของยังไง เดินไปตรงไหนก่อน เลือกยังไง

Mystery Shopping > ปลอมตัวเป็นลูกค้า เพื่อดูว่าพนักงานเราเนี่ย บริการดีแค่ไหน ตรงตามที่บอกไปมั้ย

หลักๆก็คงประมาณนี้มั้ง อาจจะมีอะไรลึกล้ำไปมากกว่านี้ก็ได้ เช่น eye-tracking ดูว่าตาของเราขยับไปมายังไงเวลาดูโฆษณา หรือ facial coding ดูว่า หน้าเรายิ้ม หรือ เศร้า หรือยังไง เวลาดูโฆษณา และอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งทั้งหมดนั้น มันแยกแบบตามหลักวิชาการได้คือ
1) Qualitative Research การวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ข้อมูลที่ได้จะลึก และได้ข้อมูลละเอียดกว่า เช่น ชอบคอนเซปนี้ตรงไหน ก็จะได้จุดที่ชอบ เหตุผล และอาจจะซักได้ละเอียดว่าทำไมชอบ เพราะอะไร เกี่ยวกับการใช้งานยังไง แต่ข้อเสียของ quali คือจำนวนที่สำรวจน้อย แล้วกูโดนโกง respondent มาล่ะ เค้าไม่ได้ใช้จริงๆ โดนโกงไปสองคน จากกรุ้ป 8 คน ก็ 25% แล้วนะ ที่พูดไปก็ได้แก่ Focus group, In-depth interview, Online Community

2) Quantitative Research การวิจัยเชิงปริมาณ คือข้อมูลที่ได้จะเยอะะะะะ สามารถวัดได้ตามสถิติ อ้างอิงได้ มั่นใจกว่า แต่ว่ามันจะไม่ลึก เช่น จะได้คะแนนความชอบมา จุดที่ชอบอาจจะได้แต่ก็ไม่ชัดเท่า quali แต่ละสามารถฟันธงได้ว่า คนชอบ A มากกว่า B นะ ที่พูดไปก็ได้แก่ Survey, Online Survey ประมาณนี้มั้ง

ซึ่งความจริงแล้ว มันไม่น่าเบื่อ หรือวิชาการ แบบ not at all มันสนุกมากกกกกก ไว้วันหลัง จะมาเล่าให้ฟังว่า แต่ละอัน ทำกันยังไง และเหมาะสำหรับงานประเภทใดบ้าง ^____^ และมันสนุกยังไง

ขอบคุณรูปจาก
https://www.flickr.com/

ทำไมต้องเสือก? | Why researching?

Standard

“Marketing is the science and art of exploring, creating, and delivering value to satisfy the needs of a target market at a profit.” – Dr. Philip Kotler

โคตรบิดาแห่งวงการมาร์เก็ตติ้งได้กล่าวว่า “มาร์เก็ตติ้งนั้นคือความเสือกกกก” เอ๊ย ไม่ใช่ล่ะ แปลว่า การตลาดนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งการศึกษา สร้าง และมอบ value ที่จะสามารถตอบสนองนี้ดดดดด ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้เกิดกำไร

แล้วการจะตอบสนองนี้ด นั้นก็คือ การเสือกนั้นเอง!!

คือเราเป็นคนที่โคตรจะเชื่อว่า การเสือก (การศึกษา consumer insight) จะทำให้เราสามารถสร้างหรือ ตอบสนองนี้ดของผู้บริโภคได้โค่ดดดดดดดี

คืออยากบอกว่ายังไงทุกคนที่อ่านบล๊อกนี้ ก็คงโดนเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การไปซื้อแล้วกรอกเลขบัตรสมาชิก การเข้าเว็บอะไรซักเว็บ ซึ่งทุกอย่างมีคนกำลังเก็บข้อมูลอยู่!! (แม้จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) การเก็บข้อมูลนั้นมีประมาณแปดล้านเก้าแสนรูปแบบ ทั้งแบบที่ทุกคนเคยเห็น เช่น คนทำแบบสอบถาม หรือแบบที่แอบจำว่าเราคลิกอะไรบนเว็บบ่อยที่สุด

บล๊อกนี้จะมาแฉ เอ๊ย จะมาบอกเล่าให้ฟัง ว่าแต่ละวิธี เก็บข้อมูลอะไรยังไง แล้วนักการตลาดขี้เสือกอย่างเรา ทำอะไรกับมันได้บ้าง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะค๊า 🙂