Confession of a workaholic

Standard

(ตาม title นะคะ อันนี้เป็นบทบ่นๆของเราเอง ข้ามๆไปได้)

คือตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเราเป็น workaholic แต่หลังๆก็รู้ตัวนะ…คือต่อให้บ่นว่าเหนื่อย งานยุ่ง งานเยอะ แต่เชื่อมั้ยว่าเราชอบตัวเองเวลายุ่งๆมากกว่าเวลาว่างๆอีก เวลาทำงานที่เรารัก เรามีความสุขมาก เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย เราสามารถเขียนรีพอทตอนเที่ยงคืนถึงตีสีแล้วมีความรู้สึก high มากกกก เวลาเขียนรีพอท (ซึ่งมันทำร้ายสุขภาพมาก)

ทีนี้ปกติเราก็จะหมุนๆชีวิตจัดการตัวเองได้ตลอด ทีนี้หลายๆเรื่องล่ะ แบบทั้งโตขึ้น ร่างกายพัง ฯลฯ ก็มีคนมาบอกเรา “Slowwww Down ใจเย็นๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องเร่งทุกอย่าง” เออ ซึ่งมันก็จริงนะเว่ย แต่แกเข้าใจป่ะ เราทำงานแบบหมุนๆมาตลอด มันก็ยากนะเว่ย เช่น ให้เราไปทำงานราชการ เราบอกเลยว่าเราทำไม่ได้จริงๆ อกแตกตายก่อนแน่ๆ

แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด เราว่าเราค่อนข้าง work hard, play hard  หลายคนจะรู้ว่าถ้าเรามีโปรเจคจะต้องทำ เราจะทำตะบี้ตะบันมาก ยังไงก็เสร็จ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำเสร็จแล้ว เราจะไปเที่ยว (และมั่นใจว่าไม่มีใครกระทบในช่วงที่เราไม่อยู่) ไม่ค่อยมีใครจะตามงานเราได้ตอนเที่ยวหรอก เพราะเราจะทิ้งคอมไว้ ไม่เอาคอมไป หรือเวลากลับบ้านแต่ละที ก็จะใช้เวลากับป๊าม๊า กับเพื่อน งานไม่ได้แตะเลยข่า

กลับมาที่ความ slow down หรือมันจะเป็น life stage? ที่คนเราจะต้องผ่านไป พอเราผ่านช่วงดีดๆมาแล้ว เราอาจจะต้องการการช้าลง?  หรือว่าแค่มันเป็นช่วงที่เราเหนื่อย ต้องการการพักแล้วค่อยกลับไปสู้กับมันต่อ?

ทำไมต้องเสือก? | Why researching?

Standard

“Marketing is the science and art of exploring, creating, and delivering value to satisfy the needs of a target market at a profit.” – Dr. Philip Kotler

โคตรบิดาแห่งวงการมาร์เก็ตติ้งได้กล่าวว่า “มาร์เก็ตติ้งนั้นคือความเสือกกกก” เอ๊ย ไม่ใช่ล่ะ แปลว่า การตลาดนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งการศึกษา สร้าง และมอบ value ที่จะสามารถตอบสนองนี้ดดดดด ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้เกิดกำไร

แล้วการจะตอบสนองนี้ด นั้นก็คือ การเสือกนั้นเอง!!

คือเราเป็นคนที่โคตรจะเชื่อว่า การเสือก (การศึกษา consumer insight) จะทำให้เราสามารถสร้างหรือ ตอบสนองนี้ดของผู้บริโภคได้โค่ดดดดดดดี

คืออยากบอกว่ายังไงทุกคนที่อ่านบล๊อกนี้ ก็คงโดนเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การไปซื้อแล้วกรอกเลขบัตรสมาชิก การเข้าเว็บอะไรซักเว็บ ซึ่งทุกอย่างมีคนกำลังเก็บข้อมูลอยู่!! (แม้จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) การเก็บข้อมูลนั้นมีประมาณแปดล้านเก้าแสนรูปแบบ ทั้งแบบที่ทุกคนเคยเห็น เช่น คนทำแบบสอบถาม หรือแบบที่แอบจำว่าเราคลิกอะไรบนเว็บบ่อยที่สุด

บล๊อกนี้จะมาแฉ เอ๊ย จะมาบอกเล่าให้ฟัง ว่าแต่ละวิธี เก็บข้อมูลอะไรยังไง แล้วนักการตลาดขี้เสือกอย่างเรา ทำอะไรกับมันได้บ้าง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะค๊า 🙂