Business Model Canvas คืออะไร?

Standard

หลายๆคนอาจจะพูดถึง start-up และอยากทำ start-up แต่ก่อนที่เราจะเริ่มธุรกิจอะไรซักอย่าง เราควรจะวางแผนก่อน นอกจากโมเดลดั้งเดิม เช่น SWOT, PESTEL ฯลฯ แล้ว เราว่าอันนี้มันน่าสนใจมากเลย มันเรียกว่า Business Model Canvas โดย Alex Osterwalder

business-model-canvas.jpg

หลักๆคือมันเป็นการวาดออกมา ว่าไอ่ธุรกิจที่เราจะทำเนี่ย มันทำเงินได้ยังไง มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วทำไมลูกค้าถึงซื้อ ซื้อยังไง ในอีกทางหนึ่งไอ่ที่เราขายจะมาจากไหน มายังไง? ฯลฯ ซึ่งการวาดออกมาจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมมากๆ

ลองไปดูรายละเอียดในวีดีโอ

วีดีโอแบบยาวกว่าหน่อย

วีดีโอแบบยาวมาก (เผื่อใครว่างและนอนไม่หลับ)

หน้ากากทุเรียน (สิงคโปร์)

Standard

ต้องย้อนกลับไปสี่ปีที่แล้ว ขณะที่ยังเป็นนักศึกษามหาลัยปี 4 ใสใสไร้สติ ก็จองตั๋วมาเที่ยวกับเพื่อนม.ปลาย เราตกลงกันว่า “มึง กูว่าประเทศนี้อีกสิบปีเราค่อยมาใหม่เนอะ มันไม่มีเหี้ยไรเลยอะ”.. (และเราก็เกลียดมันมากด้วย…) แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับเรา ให้เราได้มาเรียนโทที่นี่ซะงั้น

หลายๆคนก็คงได้ยินเราบ่นเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับการมาต่อโทที่สิงคโปร์…  ต้องบอกว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้าง “emotional” และ มี context ค่อนข้างสูง (ซึ่งเรียกสั้นๆภาษาไทยว่า “เยอะสัส”) ดังนั้นการที่มาอยู่ในประเทศที่มัน very functional สุดๆ นี่มันก็ค่อนข้างลำบากใจเหมือนกัน…. ทั้งเหงา ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด บลาบลาบลา ถึงกับมีจุดที่นั่งเครื่องถึงสิงปุ๊บ จองตั๋วกลับกรุงเทพทันที และไปโวยวายดาวน์หนักมากใส่เพื่อนคนสิงคโปร์ว่า “ชั้นเกลียดประเทศนี้” (เชื่อเหอะ มันพีคมากสำหรับเรา)…

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนชาวสิงคโปร์ และ ได้มีโอกาสลองทุเรียนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก…

ตั้งแต่มาอยู่สิง เราก็เคยได้ยินคนบอกหลายครั้งว่า ทุเรียนสิงมันปลาร้า มันนิ่มๆ บลาบลา เลยไม่เคยกินซักที จนกระทั่งวันนี้ได้ลองกินดู เฮ้ยยย คือมันดีย์ มันนิ่มก็จริง แต่มันไม่ฉุนปลาร้าเลย มันอร่อย มันหอมมมม มันฟินพอๆกะทุเรียนไทยเลยเว่ยยย

มันก็เหมือนหลายๆอย่างในการใช้ชีวิตที่สิงนั่นแหละ บางครั้งด้วยอคติ ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราพาลไม่ชอบ หรือไม่กล้าลอง ปิดกั้นตัวเองไปซะแล้ว หรืออย่างคนสิงที่เราคิดว่าเค้าไร้หัวใจ จริงๆแล้วเค้าแค่ไม่ได้แสดงออกมา เป็นเจอครอบครัวเค้าก็เหมือนครอบครัวคนไทยแหละ มีเรียกกินข้าว เรียกกินน้ำ ฯลฯ

ซึ่งพอได้ลองเปิดใจจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดนิหว่า 🙂
durian

ปล. อีทุเรียนนี่ไม่ถูกนะคะ… สองลูก(เล็กมากๆ) 2500 ค่ะ

Data Analytics ทำยังไง?

Standard

คือก็ต้องยอมรับว่า ‘Data Analytics’ เป็น ‘buzz word’ ที่ได้ยินบ่อยมากๆ ในเกือบทุกวงการเลยทีเดียว เช่นเดียวกับคำเก๋ๆ เช่น Machine Learning, Deep Learning, Text Analytics, Visual Analytics, Regression ฯลฯ  แต่จริงๆแล้วมันคืออะไรนะ?

สำหรับเรา มันก็เหมือนงานรีเสิชนั่นแหละ (อ่านเพิ่มตอน Marketing Research vs Data Analytics ตรงนี้) มันคือการที่เราสามารถแปลงข้อมูลดิบๆ หรือข้อมูลบ้าบอทั้งหมด ขึ้นมาเป็นความรู้ และทำให้เกิด actionable insight ได้

ซึ่งในทางของ Data Analytics นั้น มันมีอยู่ Framework โคตรพ่อโคตรแม่หนึ่งอัน เรียกว่า ‘DIKW Framework’ (ที่เราคิดว่าอี dikw นี้คือมันใช้ได้กับการวิเคราะห์อื่นๆทั่วๆไป ไม่จำเป็นต้องถึงเฉพาะ Data Analytics หรอก แต่ที่มันจำเป็น เพราะว่าพวกกี้ค และ Data Scientist ทั้งหลายที่เขียนโค้ด จะได้เข้าใจว่า เออ สุดท้ายแล้วมันนำไปสู่อะไรนะ? >> ก็กลับมาสู่ objective ตอนแรกนี่แหละ)

DIKW Framework นั้นว่าด้วยเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูลว่า ทำไมเราถึงต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลนะ? แล้วอีกระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  (อย่างที่บอกว่ามันใช้กับอะไรก็ได้ ตัวอย่างที่ยืมเค้ามานี่ เรื่องการเห็นไฟแดง)

dikw
(ขอบคุณรูปจาก : https://www.i-scoop.eu/big-data-action-value-context/dikw-model/)

  1. Data มันเริ่มจากว่า เราเก็บข้อมูลยังไง เรามีข้อมูลออะไรบ้าง อย่างตัวอย่างคือ อุ๊ย เราเห็นไฟแดง “สีแดง” ก็คือ data ที่เราได้มานั่นเอง
  2. Information: ถ้าพูดว่าสีแดงเฉยๆ มันอาจจะแปลว่า ตรุษจีนก็ได้ใช่มะ 55 ดังนั้นมันก็เลยต้องมี context หรือ บริบท เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำความเข้าใจกับดาต้า ซึ่งอย่างอันนี้คือ สัญญาณไฟจราจรที่สี่แยกไฟแดงนะ….
  3. Knowledge: อันนี้สมองเราก็ประมวลผล เอา Data + Context Information มารวมกัน กลายเป็นโกโก้ครั้ช เอ๊ย ไม่ใช่ กลายเป็น Knowledge ว่า “เฮ้ย มันคือ อีสีแดงที่เราเห็นในข้อ 1. มันคือ สัญญาณไฟจราจาร ในข้อ 2. และเรากำลังขับรถไปหามัน เราก็รู้แล้วเออ ข้างหน้ามีไฟแดง ซึ่งอันนี้แหละ คือ knowledge”
  4. Wisdom: คือการเอา Knowledge มาใช้ว่า เราเอาไปทำอะไรต่อจากการที่เราได้มาแล้ว สามารถ Lead to action อะไรใดๆได้ไหม เช่น กรณีนี้คือ ข้างหน้ามีไฟแดง ดังนั้น “เราควรหยุดรถ”

มันอาจจะดูโคตรเบสิกนะเว่ย แต่เอาตรงๆ เวลาไปทำงานใช่ป่ะ เช่นเราทำ Project IoT บางทีเราก็ลืมคิดไปนะเว่ย ว่า เฮ้ยยยย วิเคราะห์เสร็จแล้วไงวะ… ไปต่อที่ Wisdom ได้ไหม เก็บดาต้ามาแล้วทำยังไงวะ? ไม่ใช่ว่า “สักแต่เก็บๆมาก่อน” หรือ “มี data analytics ทีม เพราะเราอยากมีไว้ก่อน” ก็ขอฝากไว้ให้คริสสสส เพียงเท่านี้ 🙂

 

 

SHOWCASE: Twitter & Facebook Scraper

Standard

Using Twitter and Facebook API, we could extract information from Twitter easily, this project is to use R programming to extract the information from Twitter and Facebook – especially from Public Profile.

Twitter Scraper

  1. Sign up for Twitter API at https://apps.twitter.com/ and create an app
  2. Jot down ‘Key & Access Tokens’ Information
  3. Using the ROAuth / twitteR to obtain the information

library(ROAuth)
library(twitteR)
my_oauth consumer_key = “xxx”,
consumer_secret =”xxx”,
access_token = “xxx”,
access_secret = “xxx”)
#Specify KW and Search
tweets_search = searchTwitter(“Sherlock”, n=100)
#Convert to DF
tweets_df = twListToDF(tweets_search)

write.csv(tweets_df,”test.csv”)

## Ref: https://cran.r-project.org/web/packages/twitteR/twitteR.pdf

Facebook Scraper

  1. Sign up for Facebook API at https://developers.facebook.com/ and create an app
  2. Set website URL for the app (in basic setting) to ‘http://localhost:1410/’
  3. Jot down ‘App ID’ and ‘Secret’
  4. Using the Rfacebook to obtain the information

library(Rfacebook)
# OAUTH
# Create Facebook App > Add Platform = Web > URL = http://localhost:1410/
fb_oauth

# Use page name or get id from http://findmyfbid.com/
facebook_name = “singaporeair”

pagedat = getPage(facebook_name, token=fb_oauth, feed=T, n=200, since = “2016-12-01″)

write.csv(pagedat,”PagePost.csv”)

# get comments in specific post
postment = getPost(pagedat$id[1], token = fb_oauth)$comments

# Ref: https://cran.r-project.org/web/packages/Rfacebook/Rfacebook.pdf

More Project Showcase

If you would like to establish projects similar to above, please feel free to contact me.

gmailp.kanokkorn@gmail.com
linkedinKanokkorn Prasongthanakit

The rest of this blog (except the showcases above) was written in Thai as I intended this to be a personal journal.

Marketing Research vs. Data Analytics

Standard

ในงาน Marketing Research กับงาน Marketing Analytics นั้น จริงจะว่ามันคล้ายกันมากก็ได้ หรือจะมองว่ามันโคตรแตกต่างกันก็ได้ ในส่วนของความแตกต่าง หลักๆแล้วมันก็คือ แหล่งที่มาของข้อมูลแหละ ถ้าเป็นสาย Digital Analytics ก็มีพวกข้อมูลจาก Google Analytics หรือ tracking tools อื่นๆ ขณะที่สาย Marketing Research ก็จะได้ข้อมูลจากการทำ Primary Research เช่น Focus Group หรือ Questionnaire มากมาย

ท่ามกลางความแตกต่างเหล่านั้น จากประสบการณ์เราว่ามันก็มีคอนเซปหลักๆที่ประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ทั้งคู่นะ

Focus at Objective

ก่อนที่เราจะทำ รีเสิช หรือดึงดาต้ามาอ่านจาก Google Analytics สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำถามที่เราจะตั้ง ว่า “เราอยากรู้อะไรกันแน่” มันคือสิ่งแรกที่เราควรจะมี ก่อนที่จะเข้าไปหาดาต้า เพราะไม่งั้นแล้วหาไปหามา หลงทางจ้าาาาา…

การปักหมุด objectives ไว้สำคัญมาก เพราะมันคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องทำ research / analysis อันนี้  แล้วเราก็ค่อยขุดๆๆๆๆ หา assumption หาหลักฐาน หาอะไรสนับสนุน เพื่อที่จะตอบโจทย์มัน เพราะสิ่งหลักๆแล้วคือ เวลาเราเจอดาต้า บู้ม เรากลายเป็นโกโก้ครั้นช์ค่ะ ถ้าสายรีเสิชเจอคำถามไป 60 ข้อ “หนูนี่ไม่รู้จะเลือกอ่านอะไรก่อนเลยค่ะ” ส่วนถ้าสายดิจิตอล เข้า Google Analytics ไปเจอเป็นหมื่นสิ่ง (ซึ่งไม่รู้ set-up tag ถูกมั้ยอีกต่างหาก) “หนูนี่ก็มึนไปเลยค่ะ”

 

Data Analysis

หลังจากได้ดาต้าแล้ว สิ่งหลักๆที่เราใช้ในการวิเคราะห์ดาต้า ถ้าเป็นสายรีเสิช จะเรียกมันว่า “banner” และ “dummy” (ซึ่งบอกตรงๆใช้เวลาประมาณสองเดือน ในการเข้าใจว่ามันคืออะไร) แต่ถ้าเป็นสาย Digital / Analytics จะเรียกมันว่า “metrics” กับ “dimensions” ว่าแต่มันคืออะไรล่ะ?

เริ่มจากศัพท์แสงของสายรีเสิช

  • Dummy – มันคือตารางเปล่าๆ ตารางปลอมๆ ตามชื่อมันเลยค่ะ สิ่งนี้มันมีไว้ให้เรารู้ว่า เราต้องเอาแบบสอบถามข้อนี้ มา cross-tab กับข้อนี้นะ (คือเอาความถี่ในการกินขนม มาแตกดูตามกลุ่มย่อย เช่น แยกดูด้วยเพศ หรืออายุ) ลองดูตัวอย่างในรูปข้างล่างดู.. ซึ่งอีดัมมี่นี่ เรามีไว้เพื่อว่าเราจะได้ไปบริฟพวกพี่ๆ Programmer ที่เค้าจะรัน spss หรือโปรแกรมอะไรของเค้านั่นแหละ มาให้เรา (เพราะเราจะได้ไม่ต้องรันเอง)
    dummy.JPG
  • Banner – พูดตรงๆมันก็คือ “หัวตาราง” (ซึ่งตอนที่พี่เค้าสอนเรา ถึงกับหันไปมอง “นี่พี่ล้อหนูเล่นแน่ๆ หัวตารางคือไรคะ”) แต่นั่นแหละ มันคือคำอธิบายที่ชัดสุดล่ะ มันคืออีหัวของตารางเมื่อกี้นั่นแหละ ว่าเราจะเอาคอลัมน์อะไรใดๆบ้าง เหตุผลที่เราต้องทำอันนี้ไปให้เค้า เพราะว่าเค้าจะสามารถเซตโปรแกรมได้เลยว่า เออ ข้อ 1,2,7,8 แยก subgroup นี้นะ แล้วเค้าก็จะให้ดาต้าเรามาตามนั้น
    banner.JPG
    ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของอีแบนเนอร์นี่ คือการที่เราจะได้รู้ว่า เราจะเทียบ “sig” หรือ Significant Test ระหว่างกลุ่มไหนอะไรยังไง (เชื่อเหอะมันคือ common sense  แต่มันก็มีรายการรันผิดมาตลอดเวลา) รวมถึงเราสามารถเช็ค Base (หรือจำนวนคนตอบทั้งหมด) ได้ว่า เอ๊ะ ข้อนี้ผู้ชายควรตอบ 100 คน ทำไมมีแค่ 20 ล่ะ หรือ ข้อนี้ถามเฉพาะผู้หญิง ทำไมมีผู้ชายตอบมานะ
  • Sig (Significant Test) อันนี้ต้องย้อนกลับไป กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในวิชา Stat ที่เราเคยเรียน H0 Null Hypothesis , H1 Alternate Hypothesis ว่ามันการเทียบระหว่าง population proportion, population mean, ฯลฯ แต่ช่างมันเหอะ 555 เราแพ้เลข เอาเป็นว่าเรารู้แค่ว่า ผลออกมาคือ “ในทางสถิติแล้ว ไอ่เลขที่เราเห็นว่ามันมากกว่าเนี่ย มันมากกว่าจริงๆ หรือมันมากกว่าเพราะอาจจะแค่สุ่มมาเจอนะ” ถ้ามันติด sig ก็แปลว่า มันควรจะมากกว่าจริงๆนี่แหละ
    ซึ่งค่าซิกนี้ มันจะขึ้นอยู่กับ ความแตกต่างของเลข และ Base (จำนวนคนตอบ) เพราะถ้าสมมุติมีคนตอบ 3 คน เราอาจจะไม่ค่อยมั่นใจในความซิกของเรามะ? (อ่านเพิ่มเติมเรื่องซิกที่นี่)

ไหนๆรู้จักสายรีเสิชแล้ว มารู้จักกับคำพูดที่ติดปากของสาย analytics ดีกว่า ซึ่งนั่นก็คือ metrics และ dimensions

  • Metrics – คือตัวเลข … เอาง่ายๆว่าเราอยากเห็นเลขอะไร เช่น จำนวน session (มีคนเข้าเว็บเรากี่ครั้ง) หรือ click หรือ revenue
  • Dimensions – คือ Category หรือถ้าพูดแบบรีเสิชเช่อ ก็คือแบนเนอร์นั่นแหละ เราแบ่งตามอะไร เช่น ชาย/หญิง คนที่เข้ามาจากทาง SEO /SEM / Facebook (หรือเรียกสั้นๆว่า channel) ฯลฯ

 

ดังนั้นถ้าเราจะมาเปรียบเทียบกันจริงๆ การเขียน dummy หรือ banner มันก็คือการหา dimensions ที่เราต้องการจะดูจากดาต้า และ metrics ก็คือค่าต่างๆที่เรารันลงไปในตาราง (และรันซิก) นั่นเอง และก็ย้อนกลับมาที่เดิมคือ ถ้าเรารู้ว่า objective เราคืออะไร เราก็จะสามารถบอก dimension / banner (กลุ่มย่อย) ที่เราอยากจะอ่าน และ metrics / คำถามที่เราอยากรู้ ได้นั่นเอง 🙂

 

Confession of a workaholic

Standard

(ตาม title นะคะ อันนี้เป็นบทบ่นๆของเราเอง ข้ามๆไปได้)

คือตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเราเป็น workaholic แต่หลังๆก็รู้ตัวนะ…คือต่อให้บ่นว่าเหนื่อย งานยุ่ง งานเยอะ แต่เชื่อมั้ยว่าเราชอบตัวเองเวลายุ่งๆมากกว่าเวลาว่างๆอีก เวลาทำงานที่เรารัก เรามีความสุขมาก เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย เราสามารถเขียนรีพอทตอนเที่ยงคืนถึงตีสีแล้วมีความรู้สึก high มากกกก เวลาเขียนรีพอท (ซึ่งมันทำร้ายสุขภาพมาก)

ทีนี้ปกติเราก็จะหมุนๆชีวิตจัดการตัวเองได้ตลอด ทีนี้หลายๆเรื่องล่ะ แบบทั้งโตขึ้น ร่างกายพัง ฯลฯ ก็มีคนมาบอกเรา “Slowwww Down ใจเย็นๆ ชีวิตเราไม่ได้ต้องเร่งทุกอย่าง” เออ ซึ่งมันก็จริงนะเว่ย แต่แกเข้าใจป่ะ เราทำงานแบบหมุนๆมาตลอด มันก็ยากนะเว่ย เช่น ให้เราไปทำงานราชการ เราบอกเลยว่าเราทำไม่ได้จริงๆ อกแตกตายก่อนแน่ๆ

แต่ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมด เราว่าเราค่อนข้าง work hard, play hard  หลายคนจะรู้ว่าถ้าเรามีโปรเจคจะต้องทำ เราจะทำตะบี้ตะบันมาก ยังไงก็เสร็จ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราทำเสร็จแล้ว เราจะไปเที่ยว (และมั่นใจว่าไม่มีใครกระทบในช่วงที่เราไม่อยู่) ไม่ค่อยมีใครจะตามงานเราได้ตอนเที่ยวหรอก เพราะเราจะทิ้งคอมไว้ ไม่เอาคอมไป หรือเวลากลับบ้านแต่ละที ก็จะใช้เวลากับป๊าม๊า กับเพื่อน งานไม่ได้แตะเลยข่า

กลับมาที่ความ slow down หรือมันจะเป็น life stage? ที่คนเราจะต้องผ่านไป พอเราผ่านช่วงดีดๆมาแล้ว เราอาจจะต้องการการช้าลง?  หรือว่าแค่มันเป็นช่วงที่เราเหนื่อย ต้องการการพักแล้วค่อยกลับไปสู้กับมันต่อ?

ทำไมมาร์เกทติ้งอย่างเราถึงเรียนเขียนโปรแกรม

Standard

เราเป็นเด็กสายศิลป์คำนวน ที่โคตรจะมีความศิลป์มากกกก เกลียดเลข (โอ้ยย คือไร เมทริกซ์ เวกเตอร์ ตรีโกณ มึงฆ่ากูเหอะ – และถามดิหนีพ้นมั้ย ยังหลอกหลอนถึงทุกวันนี้) ไม่ต้องพูดถึง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ นี่ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิสเดียววววว ดังนั้นตอนเข้ามหาลัยอ่ะ เราก็ตัดคณะพวกคอมๆทั้งหลายออกไปได้เลย (แม้มีคนเชียร์บ้างประปรายด้วยความเกรียนของตัวเอง แต่มันไม่ใช่จริงๆ) ก็เรียนมาร์เก็ทติ้งมา ลั่นล้าไปวันๆ ทำ Powerpoint เป็นอาชีพหลัก ทะเลาะกับ excel (พ่อทุกสถาบัน) เป็นอาชีพเสริม จนวันหนึ่งจับพลัดจับพลูมาเรียน business analytics แล้วก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋ออออ มันคือโคตรดีย์ เราสามารถขี้เกียจได้มากกว่าเดิม หึหึ

มันไม่ได้ต้องการความรู้แบบวิทย์ๆ เลขๆ บ้าบอคอแตกใดๆทั้งสิ้น มันมีแค่โลจิกง่ายๆ ถ้าบวกเลข แก้สมการป.ห้าได้ ก็เขียนได้แหละว้า (เชื่อเราเหอะ เราอ่อนแอโค้ดมาก) แต่มันช่วยเราได้มากมาย ถ้าใครว่างๆอยากให้ลองหัดเขียนดูขำๆ

1.มันช่วยให้เรากระดิกมือน้อยลง

คือเพื่อนๆที่รู้จักเราจะรู้ว่าเราโคตรเป็นคนช้อตคัท แบบบางทีทำตรงๆไปก็เสร็จแล้ว แต่เราไม่! เราจะนั่งคิดหาทางที่ทำให้เรากระดิกมือได้น้อยที่สุด (ที่สุดจริงๆ)  เช่น บางงานเราเลือกที่จะดึงไปลงเอ็กเซล เพราะว่ามันจะได้คำนวนให้เราได้ หรือกด macro ได้เลย

2. ช่วยเราทำรีพอร์ตรายเดือน

เหยแกกก มันก็ต้องทำรีพอร์ททุกเดือนอะไรก็ว่าไปใช่มะ ทีนี้มันก็ต้องทำเหมือนเดิมทุกเดือนอ่ะ ทำไมเราไม่ให้คอมมันทำให้เราล่ะ ป้อนมันไป ปึ้ดดดด ดึงทุกอย่างที่เราต้องรู้ออกมาเป็นตาราง กระดิกนิ้วสองที ทำกราฟ แปะพาวเว้อพ้อยสวยๆข่า (และไม่ต้องไปจับดาต้ารุงรังอีกตลอดกาลจนกว่าจะเปลี่ยนฟอร์แมท)

โอเค เอ็กเซลมันก็ทำได้เว่ย แต่ถ้าเราจะแก้สูตร หรือจะทำสูตรซ้ำๆมันก็ต้องไปทำมาโคร ก็คือโค้ดอยู่ดีแหละเทอว์

3. ช่วยเราดึงดาต้า

สมมุติเราอยากรู้ว่า ในเฟสเรานี่อ่ะ มีคนมาด่าเรา หรือชมเรามากกว่ากัน ด่าเรื่องอะไร ยังไงเอ๊ะ (และทวิตเตอร์) แทนที่เราจะไปนั่งอ่านทีละอัน หรือนั่งแคปสกรีนไปส่งนาย (เชื่อเราเถอะ มีคนทำจริงๆ) เราก็สามารถกระดิกนิ้วสองที (อีกแล้ว!) ดึงจากเฟสมาเลยสิจ๊ะ นะจ๊ะ

4. ช่วยเราทำอะไรก็ได้!

ความดีงามของโค้ดคือ แทบทุกวันนี้มันมีโค้ดในเน็ต (ที่เราแทบไม่ต้องเขียนเองด้วยซ้ำ แต่ต้องแก้ให้มันใช้กับเราได้ – -) ที่สามารถทำได้เกือบทุกอย่างในโลกใบนี้ ตั้งเวลาเปิดไฟ แอบดูว่ามีใครเข้าห้องเรา แปลภาษา อ่านภาษา ดึงข้อมูล บลา บลา บลา ซึ่งทั้งหมดนี้ เราแค่ต้องหาโค้ดที่ถูกต้องและปรับใช้ให้ถูกกับงานเรา

เริ่มสนใจละอะดิ๊ ลองไปอ่านโพสเก่าที่เราลองขายโปรแกรม R ไว้ได้ ภาษาที่ง่ายๆสำหรับคนเริ่มก็มี R กับ Python นี่แหละ (ที่เราก็เขียนเป็นแค่สองอันนี้) แต่ว่าถ้าทำดาต้า R ง่ายกว่านะสำหรับเรา