เปลี่ยนแล้วรวย! Holy Vision

Standard

มันเป็นคลิปที่เราเห็นแล้วร้อง โอ้ว มายก้อดดดดดดดดดดด

อ่ะ มาดูทีเซอร์กันก่อนนนนนน

อันบนเป็นแค่น้ำจิ้ม อันล่างนี่มันเจ๋งโค่ดๆ

เป็นการอธิบาย “Trend” และ “Insight” ได้ชัดสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ระดับแปด รวมถึงเอาศัพท์ยากๆ เช่น consumer insight และ point of purchase มาพูดให้เป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆได้ที่สุด

แต่ช้อตที่โดนที่สุด คือการที่เค้าถามซัก (หรือที่ภาษารีเสิชเก๋ๆเรียกว่า probe) หนุ่มแบงค์ว่า ทำไมถึงไม่เข้าไป  ซึ่งเวลาเราทำรีเสิช ก็ต้องสำเหนียกไว้ในสมองส่วนใน ว่า “เฮ้ย จริงๆแล้วไอ่ที่เค้าพูดมาอาจจะไม่ใช่ insight จริงๆก็ได้” หรือ “ไอ่ที่เค้าไม่พูด เพราะเค้าคิดอะไรอยู่หรือเปล่า”

อีกช้อตที่เราชอบมากกกกกกกก คือช้อตที่แกไปเดินตลาดอ่ะ จุดเริ่มต้นที่เราชอบมาร์เกทติ้งมากๆ คือเราค้นพบว่า เราชอบไปเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ท หรือห้างพารากอน ชอบมากกกกก ชอบไปดูของที่เค้าขาย และชอบไปดูเวลาคนซื้อ กลับมาที่วีดีโอนี้ มันใช่มากๆ กับการเดินไปหา Insight กับที่คนเค้าใช้จริงๆ (หรืออย่างรีเสิชเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า Ethnography หรือไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านเพื่อศึกษาชีวิตชาวบ้าน)

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นอกจากจะไปหาถูกที่แล้ว คนที่ไปหา “มองเห็น” Insight จริงๆนั้นหรือเปล่า หรือว่าแค่มองเห็นข้างนอก

กรุณาตามตอนต่อไปได้ที่นี้ (เผื่อแอดมินขี้เกียจโพส)

Marketing Mix (4Ps) คืออะไร

Standard

อีกหนึ่งคอนเซป ที่มันก็เป็นแค่คอนเซปแหละ แต่ว่ามันก็ช่วยให้เวลาเรา blankๆ แล้วไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือเขียนอะไร นอกจากการ STP ก็คงเป็น 4Ps หรือ Marketing Mix นี่แหละ

themarketingmix

The Marketing Mix หรือ รู้จักกันมากกว่า ในนามของ 4Ps คือหลักการคร่าวๆในการเขียนแผนการตลาด ได้แก่

1) Product สินค้าที่เราจะขาย เป็นยังไงมีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง ช่วยอะไรให้คนซื้อบ้าง และอาจจะรวมไปถึง Branding ว่า แบรนด์เราเป็นยังไง ฯลฯ

2) Price ราคาที่จะขาย ถ้ามองในมุมมองของคนซื้อ คือ Value ที่เค้าจ่ายเพื่อซื้อสินค้านั้น ถ้าแอดว้านอาจจะรวมไปถึง opportunity cost หรือ ส่วนลดด้วย

3) Place / Distribution ขายที่ไหน ขายผ่านใคร ยังไง ถ้าคิดลึกซึ้งอาจจะรวมไปถึงเรื่อง Logistic และอื่นๆมากมาย

4) Promotion / IMC จริงๆมันก็คือโปรโมชั่นแหละ แต่หลายๆครั้งเราก็ชอบมองมันเป็น IMC (Integrated Marketing Communication) ด้วย ว่าเราจะสื่อสารกับผู้บริโภคยังไง ใช้สื่ออะไรบ้าง ฯลฯ

ซึ่งทั้ง 4P ก็ควรจะสะท้อนกลับไปยัง Positioning ที่เราทำมาจาก STP ว่ามันตรงกับ Positioning เราหรือเปล่า ถ้าเราขายกระเป๋า Channel แต่ Price ถูก และ Place เป็นตลาดนัด คนซื้อก็อาจจะมองว่าเป็นของก้อปได้

นอกจากมุมของ 4Ps แล้ว มันอาจจะขยายเป็น 7P ถ้าเป็นเรื่องของ service หรือ 8P  หรือ ทฤษฏีเรื่อง 4C แทนที่จะเป็น 4P โดยเน้นที่ customer มากขึ้น แต่นั่นแหละ อาจจะลองศึกษาดูได้ แต่จริงๆ 4P ก็ครอบคลุมด้านหลักๆแล้วล่ะ

Disclaimer อีกที คือ Marketing Mix หรือ 4Ps มีไว้เป็นหลักในการเริ่ม แต่ไม่ได้แปลว่า คิดแค่ 4Ps แล้วจบ  เช่น มันอาจจะมีเรื่องของ Branding หรือ Communication หรืออะไรอื่นๆอีกมาก หรืออาจจะใช้ 7P, 8P, 4C แต่มันช่วยเริ่มได้จริงๆ

SWOT Analysis – TOWS Matrix

Standard

SWOT เป็นอะไรที่น่าจะเบสิกสุดแล้วมั้ง แต่ก็มีประโยชน์สุดในการวิเคราะห์ด้วย มันย่อมาจาก Strength Weakness Opportunity และ Threat คือ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ซึ่งแบ่งง่ายๆคือ ด้านบวก ด้านลบ และ ปัจจัยภายใน กับปัจจัยภายใน ตามรูปนี้เลย

SWOT.png

SWOT Analysis

Strength หรือ จุดแข็ง คือปัจจัยภายในทีเป็นประโยชน์กับเรา เช่น แบรนด์โคตรแกร่ง มีทุนหนา ฯลฯ
Weakness หรือ จุดอ่อน คือปัจจัยภายใน ที่ไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์กับเรานัก เช่น เราไม่มีช่องทางขายของตัวเอง ฯลฯ
Opportunity หรือ โอกาส คือปัจจัยภายนอก ที่เป็นประโยชน์กับเรา เช่น รัฐบาลประกาศนโยบายช้อปช่วยชาติ ก็จะช่วยให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้น
Threat หรือ อุปสรรค คือปัจจัยภายในที่ไม่ค่อยจะช่วยเรานัก เช่น มีคู่แข่งใหม่ที่โหดสัสรัสเซียเข้ามาในตลาด หรือ รัฐบาลประเกาศขึ้นภาษี

จาก SWOT แล้ว มันมีเลเวลที่ advance กว่านั้น คือ TOWS Matrix

tows

TOWS Matrix

TOWS Matrix นั้นง่ายมาก คือ เอา SWOT มาจับใหม่ คือ เอาปัจจัยภายในไปจับกับปัจจัยภายนอก
SO > ใช้จุดแข็งมาเสริมกับโอกาสเพื่อให้ไร้เทียมทาน
ST > ใช้จุดแข็งมาปิดอุปสรรคที่อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต
WO > เอาโอกาสที่มี มาปิดจุดอ่อนที่เรามี
WT > คือ มันเป็นจุดที่เหี้ยที่สุดของเรา เราควรจะหาทางอะไรก็ได้ที่จะแก้ไอ่เชี่ยนี้ได้มากที่สุด

จริงๆ TOWS ก็คือการเอา SWOT มาวาดเป็น strategies ให้ชัดเจนขึ้นนั่นแหละ

สำหรับนักการตลาดขี้เสือกแบบเรา มันก็ช่วยเราในการวิเคราะห์ว่า ตอนนี้แบรนด์/บริษัทเราอยู่ตรงไหนแล้ว แล้วเราควรจะทำอะไรต่อไป อะไรจะส่งผลกับเราบ้าง มันจะช่วยวางแผนต่อไปได้ง่านขึ้น 😉

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SWOT ที่ wiki คลิ๊ก
เครดิตรูป TOWS และอ่านเพิ่ม คลิ๊ก

STP : Segmentation, Targeting, and Positioning

Standard

STP คืออีกคอนเซปที่เรียนมาในทุกมาร์เก็ตติ้งคลาส และ มันก็แอบเป็นสิ่งที่ใช้เหมือนกัน แหละ

segmentation
Segmentation
คือ การแบ่งตลาดเป็นส่วนๆ คืองี้ เราจะขายผลิตภัณฑ์เรากะทุกคนในโลกนี้ไม่ได้ใช่ป่ะ เราก็ต้องแบ่งมันก่อน ว่าเราจะแบ่งยังไง ที่นิยมโคตรๆ ก็ด้วยเพศ ด้วยอายุ แต่หลายๆครั้งเราก็อาจจะแบ่งได้ด้วยลักษณะความสนใจของลูกค้าได้เหมือนกัน  เช่น เราอาจจะแบ่งตามความสนใจ ว่าชอบรถ ชอบกีฬา ฯลฯ คืออยากแบ่งอะไรก็แบ่งๆไปเหอะ ตราบใดที่มันยัง make sense

targetingTargeting คือ การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เราจะขาย หลังจากที่เราแบ่งคนเป็นกลุ่มๆแล้วใน segmentation ว่าเราจะขายใครในกลุ่มที่เราแบ่งๆมา เช่น เราอยากทาร์เก็ทผู้หญิง อายุ 25-35 หรือถ้าเราเป็น duty free เราอาจจะทาร์เก็ตคนที่กำลังจะบินไปต่างประเทศงี้

map.png
Positioning คือ การวางเป้าหมายว่าเราอยากอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคนอื่นในตลาด  โดยอีสองแกนในรูปข้างบน อาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น อาจจะเป็น ราคา กับ ความ unique หรือ คุณภาพ กับ ราคา หรือ ราคา กับ ภาพลักษณ์ว่าแก่มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ หลักเกณฑ์ในการเลือกแกนของเราคือ อะไรที่มัน make sense สำหรับ product นั้นๆ และสามารถทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างแบรด์

ทำไมมันต้องเป็น STP น่ะหรอ เพราะเราจะไม่สามารถ target ได้ถ้าเราไม่ segment และการ positioning จะไม่เวิคเลย ถ้าเราไม่เลือก target ดีๆ ดังนั้น มันเลยต้องเป็น STP

สำหรับนักการตลาดขี้เสือกอย่างเรามันสำคัญมาก ทั้ง targeting และ positioning เพราะว่าเราต้องเลือก targeting ในการเสือก ว่าเราจะไป “เสือก” คนกลุ่มไหน และ positioning จะช่วยเราว่า เรากำลังไปในจุดที่ถูกต้องหรือยัง? หรือว่าเรากำลัง positioning ในอันที่โดดเด่นจากคนอื่น

คลิ๊ก >> อ่านเพิ่มเติมใน wiki

Maslow’s Hierarchy of Needs คืออะไร

Standard

ท่ามกลางทฤษฏีแปดแสนอย่างที่เรียนสมัยเป็นนักศึกษา BBA เอก Marketing นั้น เราคิดว่าทฤษฎีนี้เป็นอะไรที่แม่งได้ใช้สุดล่ะ แบบในการวิเคราะห์ว่าผลิตภัณฑ์เราไปตอบโจทย์ตรงไหน ของอีปิระมิดนี้ สมมุติถ้าเราตอบโจทย์เรื่อง Self-Actualization แล้วเราก็ต้องไปเลือกว่าเราจะขายคนที่ต้องมีข้างล่างหมดแล้วนะ เช่น คนไม่มีเงินกินข้าว ก็คงไม่ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เป็นต้น

Maslow.png

Maslow’s Hierarchy of Needs

สรุปสั้นๆคือ ทฤษฎีนี้ในทางจิตวิทยาบอกไว้ว่า คนเราจะเริ่มอยากได้ need ที่เพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อเราได้ fulfill need ขั้นก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีคร่าวๆประมาณ 5 เลเวล ดังนี้

1 Physiological เอาง่ายๆก็ประมาณปัจจัยสี่ ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ เช่น ต้องนอน ต้องกิน มีสุขภาพที่ดี
2 Safety หลังจากที่มีชีวิตรอดแล้ว ก็เริ่มอยากได้ความปลอดภัยในชีวิต เช่น มีที่พัก มีความปลอดภัย มีการงานมั่นคง (เอาง่ายๆคือ ทำไงให้มั่นใจว่า อีปัจจัยสี่กูจะไม่หายไป)
3 Belonging จากนั้นคนเราก็เริ่มอยากได้ “ความ belonging” เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ความรักจาก เพื่อน ครอบครัว ฯลฯ
4 Esteem รักตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง
5 Self-Actualization ขั้นสุดยอดของความต้องการ คือ สามารถไปได้ถึง full potential ของตัวเอง ทำได้ทุกอย่างที่ตัวเองอยากทำ

ขอบคุณรูปจาก http://liveitloveitblogit.com/2012/04/maslows-hierarchy-of-needs/

อ่านเพิ่มเติม >> คลิ๊กไปอ่านเอาใน wiki

ฺBrand Identity Prism

Link

วันก่อนเห็นเพื่อนแชร์มาใน Facebook เรื่องของ Brand Identity Prism ซึ่งเราว่ามันก็เป็นตัวนึงที่สามารถเอามาใช้ได้ ในการสร้างแบรนด์ หรือวิเคราะห์แบรนด์

 

โดยไอ่ Brand Identity Prism นี้ จะมาจากทั้งที่แบรนด์มองตัวเอง (picture of sender / constructed source) และภาพที่คนอื่นมองแบรนด์ (picture of receiver / constructed receiver)  รวมถึงเป็นทั้ง สิ่งที่จับต้องได้จริงๆ และ ภาพลักษณ์ต่างๆ โดยประกอบด้วย 6 ส่วนหลักๆได้แก่

Brand Identity Prism - Nike

1 Physique รูปร่างลักษณะของแบรนด์ เป็นสิ่งที่คนนึกออกเมื่อนึกถึงแบรนด์นี้ เช่น อย่างของไนกี้ก็คือ โลโก้ของไนกี้เอง และ สโลแกน “Just Do It”

2 Personality บุคคลิกภาพ ลักษณะของแบรนด์ ที่อาจจะสื่อมาทั้ง ad copy, design หรือ พรีเซ็นเตอร์ ฯลฯ เช่น อย่างของไนกี้ก็คือเป็นนักกีฬา มีไลฟ์สไตล์เป็นของตัวเอง

3 Culture คืออีแบรนด์เนี้ย มี culture แบบไหน เช่น เป็น ไนกี้เป็นแบบ american  สปอร์ตหน่อยๆ และเน้นแข็งแรง

4 Relationship คือแบรนด์เนี้ย ให้อะไรกับลูกค้า เช่น ไนกี้ ให้ความสบายในการวิ่ง และให้แรงกระตุ้นว่ามึงไปวิ่งซะ

 

5 Reflection (of consumer) ว่า ถ้าให้คิดว่าลูกค้าแบรนด์นี้ควรจะเป็นใคร อย่างของไนกี้ก็เป็นคนที่มีพลังงานเหลือเฟือ อาจจะ aggressive นิดๆ ยังเป็นวัยรุ่น และ เลือกแบรนด์

6 Self-Image คือแบรนด์มองว่าตัวเองเป็นใคร เช่นของไนกี้ก็คือ ฉันเท่ ฉันเป็นนักกีฬา และชั้นเป็นคนที่เลือกแบรนด์นะจ๊ะ

ลองมาดูตัวอย่างแบรนด์อื่นๆที่เราน่าจะรู้จักกัน

This slideshow requires JavaScript.

คลิ๊กดู >> ที่มาของรูป
คลิ๊กดู >> คำอธิบายแบบโคตรละเอียด

ขอ disclaimer แปป ว่า การจะทำโมเดลใดๆไปใช้ ขอให้พังตระหนักว่านี่เป็นเพียง 1 ในหลายร้อยโมเดลที่มีคนคิดออกมา มันอาจจะใช้กับแบรนด์ของคุณได้โค่ดเวิร์ค หรืออาจจะไม่เวิร์คเลยก็ได้

Marketing Research คืออะไร

Standard

ถ้าใครที่เรียน Marketing แล้วเคยเรียนวิชา Marketing Research แล้ว คงรู้สึกว่า “เชี่ยแม่งงงงง ทั้งยาก ทั้งงง ทั้งน่าเบื่อ” (หรือเราเป็นคนเดียววะ) แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ ทำให้เราเรียนจบแล้วกลับได้ทำงานที่แรกในบริษัท Marketing Research แห่งหนึ่งย่านสีลม

คือมันยากมากนะเว่ย กะการอธิบายป๊าม๊า อาเหล่าซิ่ม อากิ๋ม อากู๋ ทั้งหลายว่า

“ทำงานวิจัยตลาดค่ะ”

คือสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงคือ “อ๋อ พวกที่แจกแบบสอบถามตามห้าง น่ะหรอ”
survey

เอ่อออ คือใช่ก็ใช่แหละ แต่มันมีเยอะกว่านั้นนะ แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนยืนแจกด้วย

 

ไม่ๆ เราไม่ได้เป็น

“ป้าแก่ๆ หน้าตาคงแก่เรียน ใส่แว่นหนาเตอะ เปิดหนังสือหาข้อมูล”

หรือ

แล้วจริงๆเราทำอะไรล่ะ

“เราก็คอยศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะทำทั้ง Survey อย่างที่ทุกคนคิด ทำ Focus Group ทำ In-Depth Interview ทำ Online Survey / Online Community หรือ Accompanied Shopping”  (เอาภาษามนุษย์กรุณาอ่านด้านล่าง)

Survey > ก็แบบสอบถามทั่วไปนั่นแหละ มีหลายแบบหลายสไตล์ ทั้งสั้นๆ ทั้งยาวเป็นชั่วโมง ให้เค้าตอบเอง หาคนมาช่วยถาม ใช้กระดาษ ใช้ Tablet ใช้คอม เยอะแยะไปหมด

Focus Group > หาคนมาซักกลุ่มนึง (ปกติ 8 คน แต่บางงานก็ชอบ 6 คน) มานั่งคุยกัน โดยที่มีคนทำคือ Moderator ก็จะถามคำถามๆๆ แล้วให้คนกลุ่มนี้ตอบ โดยคนกลุ่มนี้ก็จะเป็น consumer ของเรานั่นเอง

In-Depth Interview > เหมือน Focus Group แต่ทำ ตัวต่อตัว

Online Survey > เหมือน Survey แต่ทำออนไลน์ เหมือนจะง่าย แต่ยากกว่าเยอะะะะ เพราะถามยาวไม่ได้เดี๋ยวคนหนี

Online Community > เหมือน Focus Group แต่ทำออนไลน์ ลองนึกสภาพกระทู้พันทิป ประมาณนั้นแหละ (แต่ที่ทำเป็นแบบเว็บปิด เข้าได้เฉพาะคนที่ตรงกับเกณฑ์)

Accompanied Shopping > แอบตามไปช้อปปิ้ง ดูว่าตอนอยู่ในร้าน ซื้อของยังไง เดินไปตรงไหนก่อน เลือกยังไง

Mystery Shopping > ปลอมตัวเป็นลูกค้า เพื่อดูว่าพนักงานเราเนี่ย บริการดีแค่ไหน ตรงตามที่บอกไปมั้ย

หลักๆก็คงประมาณนี้มั้ง อาจจะมีอะไรลึกล้ำไปมากกว่านี้ก็ได้ เช่น eye-tracking ดูว่าตาของเราขยับไปมายังไงเวลาดูโฆษณา หรือ facial coding ดูว่า หน้าเรายิ้ม หรือ เศร้า หรือยังไง เวลาดูโฆษณา และอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งทั้งหมดนั้น มันแยกแบบตามหลักวิชาการได้คือ
1) Qualitative Research การวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ข้อมูลที่ได้จะลึก และได้ข้อมูลละเอียดกว่า เช่น ชอบคอนเซปนี้ตรงไหน ก็จะได้จุดที่ชอบ เหตุผล และอาจจะซักได้ละเอียดว่าทำไมชอบ เพราะอะไร เกี่ยวกับการใช้งานยังไง แต่ข้อเสียของ quali คือจำนวนที่สำรวจน้อย แล้วกูโดนโกง respondent มาล่ะ เค้าไม่ได้ใช้จริงๆ โดนโกงไปสองคน จากกรุ้ป 8 คน ก็ 25% แล้วนะ ที่พูดไปก็ได้แก่ Focus group, In-depth interview, Online Community

2) Quantitative Research การวิจัยเชิงปริมาณ คือข้อมูลที่ได้จะเยอะะะะะ สามารถวัดได้ตามสถิติ อ้างอิงได้ มั่นใจกว่า แต่ว่ามันจะไม่ลึก เช่น จะได้คะแนนความชอบมา จุดที่ชอบอาจจะได้แต่ก็ไม่ชัดเท่า quali แต่ละสามารถฟันธงได้ว่า คนชอบ A มากกว่า B นะ ที่พูดไปก็ได้แก่ Survey, Online Survey ประมาณนี้มั้ง

ซึ่งความจริงแล้ว มันไม่น่าเบื่อ หรือวิชาการ แบบ not at all มันสนุกมากกกกกก ไว้วันหลัง จะมาเล่าให้ฟังว่า แต่ละอัน ทำกันยังไง และเหมาะสำหรับงานประเภทใดบ้าง ^____^ และมันสนุกยังไง

ขอบคุณรูปจาก
https://www.flickr.com/

ทำไมต้องเสือก? | Why researching?

Standard

“Marketing is the science and art of exploring, creating, and delivering value to satisfy the needs of a target market at a profit.” – Dr. Philip Kotler

โคตรบิดาแห่งวงการมาร์เก็ตติ้งได้กล่าวว่า “มาร์เก็ตติ้งนั้นคือความเสือกกกก” เอ๊ย ไม่ใช่ล่ะ แปลว่า การตลาดนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งการศึกษา สร้าง และมอบ value ที่จะสามารถตอบสนองนี้ดดดดด ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้เกิดกำไร

แล้วการจะตอบสนองนี้ด นั้นก็คือ การเสือกนั้นเอง!!

คือเราเป็นคนที่โคตรจะเชื่อว่า การเสือก (การศึกษา consumer insight) จะทำให้เราสามารถสร้างหรือ ตอบสนองนี้ดของผู้บริโภคได้โค่ดดดดดดดี

คืออยากบอกว่ายังไงทุกคนที่อ่านบล๊อกนี้ ก็คงโดนเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การไปซื้อแล้วกรอกเลขบัตรสมาชิก การเข้าเว็บอะไรซักเว็บ ซึ่งทุกอย่างมีคนกำลังเก็บข้อมูลอยู่!! (แม้จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) การเก็บข้อมูลนั้นมีประมาณแปดล้านเก้าแสนรูปแบบ ทั้งแบบที่ทุกคนเคยเห็น เช่น คนทำแบบสอบถาม หรือแบบที่แอบจำว่าเราคลิกอะไรบนเว็บบ่อยที่สุด

บล๊อกนี้จะมาแฉ เอ๊ย จะมาบอกเล่าให้ฟัง ว่าแต่ละวิธี เก็บข้อมูลอะไรยังไง แล้วนักการตลาดขี้เสือกอย่างเรา ทำอะไรกับมันได้บ้าง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะค๊า 🙂